
ธปท.รับกังวลฟองสบู่ตลาดอสังหาฯหวั่นซ้ำรอยกำชับแบงก์บริหารความเสี่ยงเข้ม
ธปท.ยอมรับกังวลฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ แม้ยังไม่มีสัญญาณให้เห็น กำชับแบงก์ดูแลความเสี่ยงให้รัดกุม ป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยปี 40 "ศุภวุฒิ" มองบาทมีแนวโน้มแข็งขึ้นอีก ห่วงแตะ 28 บาทต่อดอลล์กระทบผู้ส่งออกแน่
นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องปัญหาฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่บ้างเช่นกัน แต่จากการติดตามในเบื้องต้นยังไม่พบสัญญาณดังกล่าว เนื่องจากภาวะของการเกิดฟองสบู่จะต้องมาพร้อมกับราคาบ้านที่ปรับเพิ่มขึ้น และสินเชื่อมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากดูตัวเลขการปล่อยสินเชื่อล่าสุดพบว่าเพิ่งเริ่มจะขยายตัวเท่านั้น และการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ขณะนี้ ก็เป็นการขยายตัวในส่วนของสินค้า (ซัพพลาย) ที่มากกว่าความต้องการ (ดีมานด์) ต่างจากปี 2540 ที่ความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบ 1 ธปท. กล่าวว่า แม้ธปท.ยังไม่พบสัญญาณของฟองสบู่ว่าจะเกิดขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวมีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง ดังนั้น จึงได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รัดกุมมากขึ้น เพราะจะรอให้ตลาดเกิดเป็นภาวะฟองสบู่ขึ้นมาก่อนแล้วออกมาตรการคงไม่ได้
“แม้เราจะเห็นว่าตอนนี้ลูกค้าที่เข้ามายังไม่มีปัญหา แต่การที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและพลิกผันได้ตลอดเวลา ก็ต้องระมัดระวังจะหย่อนยานไม่ได้ เราเคยมีบทเรียนมาแล้ว ซึ่งเมื่อเจ็บแล้วก็ต้องจำ ขณะเดียวกันเราก็ไม่เข้มงวดหรือสั่งการแบงก์พาณิชย์ว่าต้องเข้มงวดหรือดูแลสินเชื่อเป็นพิเศษ เพราะเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องปกติที่แบงก์เขาบริหารจัดการอยู่แล้ว” นางสาลินีกล่าว
ด้านนายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ “ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทต่อผู้ประกอบการและนักลงทุน” ว่าค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหากแข็งขึ้นมาสู่ระดับ 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเชื่อว่าจะเริ่มเป็นระดับที่กระทบต่อผู้ส่งออกอย่างแน่นอน และคงเป็นระดับที่ภาครัฐคงต้องมีมาตรการออกมาเพื่อดูแลในเรื่องค่าเงินเช่นเดียวกัน แต่เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงจะรอหลังการประชุมสุดยอด จี 20 ที่จะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด
“การที่สหรัฐฉีดเข้าสู่ระบบอีก 6 แสนล้านดอลลาร์ ยิ่งทำให้แบงก์ชาติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ยาก เพราะถ้าขึ้นเงินทุนก็จะยิ่งไหลเข้ามา บาทก็จะยิ่งแข็งค่าขึ้น เดิมที่เคยคาดว่า ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในช่วงปลายปีนั้น ตอนนี้ก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วเช่นกัน รวมทั้งทำให้หลายประเทศต้องพิจารณาถึงมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าและชะลอการขึ้นดอกเบี้ย" นายศุภวุฒิกล่าว



