ข่าว

 รัฐควานงบฟื้นฟูหลังน้ำลดดึงเงินคงคลังอัดมาตรการเยียวยา

รัฐควานงบฟื้นฟูหลังน้ำลดดึงเงินคงคลังอัดมาตรการเยียวยา

08 พ.ย. 2553

สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ถือว่ามีความรุนแรงและสาหัสมากกว่าปีก่อนๆ ที่สำคัญขยายวงกว้างจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางไปสู่ภาคใต้ จาก 38 จังหวัดที่กระทรวงมหาดไทยมีตัวเลขผู้ได้รับความเสียหายขณะนี้ 6.32 แสนครัวเรือนยังไม่รวมกับอีกกว่า 10 จังหวัดในภาคใต

 รวมแล้วมีประชาชนเดือดร้อนนับล้านคนและข้าวของ อาคาร บ้านเรือน ไร่นาเสียหายจำนวนมาก ในเบื้องต้นหลายหน่วยงานประเมินว่าน่าจะมีมูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผลกระทบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจจะอยู่ที่ 0.2% หรือมากกว่านี้หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อออกไป

 สำหรับความช่วยเหลือเฉพาะหน้า จะเห็นว่ามีทั้งภาครัฐและเอกชนต่างร่วมมือร่วมใจกันนำสิ่งของที่จำเป็นเข้าไปบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ โดยในส่วนมาตรการของรัฐ ได้มีการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำลดผ่านมาตรการด้านการเงินและมาตรการภาษี ยังไม่นับรวมมาตรการฉุกเฉินของกรมบัญชีกลางที่ให้เบิกจ่ายงบจากเงินทดรองราชการได้มากขึ้นสำหรับจังหวัดที่รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม

 ควานหางบดึงเงินคงคลังสำรองจ่าย

 ในการเยียวยาน้ำท่วมครั้งนี้ เดิมรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณไว้เบื้องต้น 2 หมื่นล้านบาท สำหรับการจ่ายชดเชยความเสียหายของอาคารบ้านเรือนและพืชผลทางการเกษตร โดยดึงมาจากงบกลางในปี 2554 ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 4.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำท่าว่าจะไม่เพียงพอเมื่อความเสียหายขยายวงกว้างขึ้น ที่สำคัญงบกลางมีไว้เพื่อใช้ยามฉุกเฉินด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่ใช้เพื่อภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว แต่ขณะนี้เพิ่งเข้าเดือนที่ 2 ของปีงบ 2554 กลับต้องใช้งบส่วนนี้แล้วจำนวน 2 หมื่นล้านบาท ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องกำชับให้ทุกส่วนราชการไปทบทวนโครงการใช้เงินใหม่ เพื่อนำมาจัดสรรเพื่อช่วยเหลือประชาชนและพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมถึงการควานหางบเหลื่อมปีของปี 2552-2553 ที่ยังเหลือ และงบจากโครงการไทยเข้มแข็งมาใช้ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม เพื่อเตรียมเสนอรายละเอียดเข้า ครม.อีกครั้งวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้

 อย่างไรก็ตาม จากการหารือร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถึงการเตรียมการฟื้นฟูชีวิต ทรัพย์สิน และกิจการของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมนายกรณ์ยอมรับว่าการดึงงบจากส่วนราชการต่างๆ มาใช้อาจทำได้ยาก เพราะจัดสรรให้โครงการต่างๆ ไปหมดแล้วและส่วนใหญ่เป็นงบประจำ จึงเสนอแนวทางอื่นเพิ่มเติมในการหาแหล่งเงินใหม่ ซึ่งไม่พ้นการดึงเงินคงคลังออกมาใช้ก่อน เพราะขณะนี้เงินคงคลังของประเทศมีปริมาณสูงถึง 4 แสนกว่าล้านบาท แล้วรัฐบาลค่อยตั้งงบในปี 2555 มาใช้คืนเงินคงคลังภายหลัง

 “ผมพูดมาตลอดว่าเสถียรภาพการคลังของประเทศยังมีเพียงพอต่อการรองรับ กรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินช่วยเหลือเศรษฐกิจ และเหลือประชาชน แต่ต้องจัดลำดับความเร่งด่วน ทั้งการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย การเยียวยาผลิตผลที่ได้รับความเสียหายต่างๆ ส่วนจะใช้งบประมาณจำนวนเท่าใดขณะนี้กำลังประเมินอยู่”นายกรณ์ กล่าว

 จึงนับเป็นความโชคดีในความโชคร้ายที่เงินคงคลังมีจำนวนมากพอจะนำออกมาใช้จ่ายได้ โดยเฉพาะปีก่อนที่มีการจัดเก็บรายได้เกินเป้ากว่าแสนล้านบาท และยังมีเงินยึดทรัพย์เข้ามาอีก 4 หมื่นกว่าล้านบาท แต่การใช้เงินก้นถุงนี้ก็ควรจะมีขอบเขตจำกัดไม่ใช่นำออกมาใช้มากเกินความจำเป็นและมีการรั่วไหลไม่ถึงมือชาวบ้านและผู้เดือดร้อนจริง

 การนำเงินคงคลังออกมาใช้ต้องเป็นมติครม.จึงต้องจับตาว่าในการประชุมวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ นายกฯ จะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ส่วนของงบไทยเข้มแข็งที่น่าจะดึงมาใช้ได้มีวงเงินเหลือเพียง 4 พันล้านบาทเท่านั้น เชื่อแน่ว่าแต่ละหน่วยงานล้วนจ้องจะของบซ่อมแซมบูรณะสาธารณูปโภคหรืออ้างในการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมเข้ามาจำนวนมากอย่างแน่นอน

 ประเดิมแจก 5 พันผ่านออมสิน
 สำหรับมาตรการที่รัฐบาลเริ่มดำเนินการแล้วในเบื้องต้น ได้แก่ การให้เงินช่วยเหลือครอบครัวละ 5,000 บาท ตามรายชื่อที่กระทรวงมหาดไทยแจ้งเข้ามา โดยจ่ายผ่านธนาคารออมสิน ซึ่งส่วนนี้มีรายชื่อเบื้องต้นแล้ว 6.32 แสนครัวเรือน ใน 38 จังหวัด นำร่องก่อนที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เนื่องจากมีการตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลใช้งบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ให้ธนาคารออมสินเข้ามาดำเนินการเพียงธนาคารเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ และจ่ายเป็นเงินสดให้เจ้าของบ้านมารับด้วยตัวเองทำให้ง่ายขึ้นและยังป้องกันปัญหาการรั่วไหลของเงิน หรือการถูกหักค่าหัวคิวได้ด้วย ซึ่งส่วนนี้จะให้ผู้อยู่อาศัยจริงกรณีที่เป็นบ้านเช่าเงินจะไม่ตกเป็นของเจ้าบ้าน

 วิธีการปฏิบัติคือ กระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้รวบรวมรายชื่อผู้อาศัยตามทะเบียนบ้านในพื้นที่ส่งมาให้ธนาคารออมสิน โดยจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังนานกว่า 7 วัน เมื่อมีการตรวจสอบและรับรองแล้วจะส่งรายชื่อมาที่ออมสิน โดยผู้มีรายชื่อเพียงนำบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นๆ ที่เป็นหลักฐานทางราชการมายืนยันก็สามารถรับเงินได้ทันที ส่วนกรณีที่เจ้าบ้านไม่สามารถมารับได้ด้วยตัวเองสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมารับแทนได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มารับซ้ำ และกรณีที่เอกสารสูญหายขอให้ทางอบต.ออกหนังสือรับรองก็สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานการรับเงินได้ ซึ่งออมสินยืนยันว่าการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เดือดร้อนกว่า 6.32 แสนครัวเรือนหรือใช้เงินประมาณ 3.16 พันล้านบาท นั้นน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
 
 บ้านพังรัฐจ่ายอีกหนึ่งแสนบาท

 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมงบไว้ช่วยฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและเครื่องมือที่ประชาชนใช้ทำมาหากินด้วย โดยเฉพาะบ้านที่ถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำ หรือได้รับความเสียหายบางส่วนจนถึงขั้นเสียหายทั้งหลัง ซึ่งจะยึดตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยหากบ้านเสียหายเล็กน้อยจ่ายชดเชยไม่เกินหลังละ 2 หมื่นบาท เสียหายทั้งหลังจ่ายชดเชย 3 หมื่นบาทและกรณีที่พังเช่นถูกน้ำพักหายไปทั้งหลังได้รับ 1 แสนบาท ซึ่งส่วนนี้จะเป็นการจ่ายชดเชยตามมาในภายหลัง เพราะต้องรอให้น้ำลดและมีการตรวจสอบจากในพื้นที่ก่อน ส่วนนี้จึงเป็นเงินชดเชยที่เจ้าบ้านที่แท้จริงจะได้รับ แต่หากเป็นผู้อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วยก็จะได้รับเงิน 2 ต่อ

 นอกจากนี้ ยังมีส่วนของเกษตรกรที่พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย รัฐบาลมีแนวคิดจ่ายเงินชดเชยต่อไร่เพิ่มสูงกว่าที่เคยได้รับจากกระทรวงเกษตรฯ ในอดีต พร้อมทั้งมาตรการเยียวยาและฟื้นฟู โดยนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอให้ปรับเพิ่มเงินชดเชยให้เกษตรกรประมาณ 3 เท่าจากที่เคยได้รับหรือคิดเป็น 55% ของต้นทุน โดยในส่วนของข้าวจากที่เคยได้รับไร่ละ 606 บาทปรับเพิ่มเป็น 1,800 บาท พืชไร่จากที่เคยได้รับไร่ละ 837 บาท ปรับเพิ่มเป็น 2,400 บาท และจากพืชสวนจากไร่ละ 912 บาท ปรับเพิ่มเป็น 2,700 บาท แต่ส่วนนี้ก็ต้องรอหลังน้ำลดเช่นเดียวกันและคงใช้เวลาในการตรวจสอบก่อนจ่ายเงินถึงมือชาวนาชาวไร่ประมาณ 3 เดือน

 จากมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐเตรียมไว้นั้น น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่ทั้งนี้ คงขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติและการขับเคลื่อนว่าจะทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน ให้การเยียวยาและฟื้นฟูผู้เดือดร้อน