
สมเพียรวิญญาณร่ำไห้
ปรากฏการณ์ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา รอยด่างในแวดวงสีกากี เป็นปรากฏการณ์ร่วมที่เกิดขึ้น อย่างต่อเนื่องภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะฤดูกาลแต่งตั้ง โยกย้าย คำขอจากนักการเมือง ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ ทำให้ระบบคุณธรรมกลายเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรู ใครมีเส้
ก็เป็นปัจจัยในการพิจารณาตำแหน่ง เช่น นายตำรวจที่จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็อาจอยู่ในบัญชี ก เป็นลำดับแรกในการแต่งตั้ง ส่วนนายตำรวจที่จบจากสถาบันอื่นๆ ก็จะได้รับการพิจารณาลดหลั่นกันลงมา
ผลการสอบข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนของ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งก่อนเสียชีวิต โดยมี พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน สรุปว่า พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชฎฐ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ขณะเป็นผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบช.ศชต.) และ พล.ต.ท.วีระยุทธ สิทธิมาลิก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง เสนอให้ลงโทษตัดเงินเดือน พล.ต.ท.วีระยุทธ ร้อยละ 5 ไม่เกิน 3 เดือน ส่วน พล.ต.ท.พีระ ให้ว่ากล่าวตักเตือนนั้น อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการลงโทษที่สมควรแล้ว หรือเป็นการลงโทษที่เบาเกินไป ไม่สำคัญเท่าการที่พล.ต.อ.สมเพียร ถูกมองข้ามครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งเสียชีวิต
พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เคยกล่าวความในใจกับนายตำรวจระดับหัวหน้าผู้ปฏิบัติการ ตำรวจภูธรภาค 9 ก่อนหน้าที่เขาจะเกษียณอายุราชการถึงปัญหาการแต่งตั้ง ว่าถูกแทรกแซงจากบุคคลภายนอกมากมาย เมื่อการแต่งตั้งคราวที่แล้ว ระดับรองผู้บังคับการ-สารวัตร มีถึง 2,000 ราย ที่มีคนมาฝาก ถือว่ามาก ทำให้ “คนทำงานไม่ได้โต คนโตไม่ได้ทำงาน” การแก้ปัญหาก็คือไม่ยอม ระดับผู้บัญชาการไม่ยอม คำว่าคนทำงานไม่ได้โต คนโตไม่ได้ทำงานนี่เอง เป็นคำอธิบายกรณี พล.ต.อ.สมเพียร แล้วยังเป็นคำอธิบายถึงบรรดานายตำรวจที่ปรารถนาจะได้ตำแหน่งหน้าที่ที่ดี และแสวงหาที่แอบอิงผู้มีอำนาจด้วย
ถ้อยคำสุดท้ายของ พล.ต.อ.ปทีป ประกอบกับการออกมาแฉถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ได้สะท้อนถึงระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการ เป็นเมล็ดพันธุ์อันเลวร้าย ยิ่งระบบอุปถัมภ์ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับประชาชนด้วยแล้ว ยิ่งเรียกร้องระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลมากขึ้น ข้าราชการตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องเรียนรู้และรู้จักการใช้สิทธิในการแสวงหาความเป็นธรรม ไม่ว่าจากผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง อย่างน้อยจะได้มีกระบวนการพิสูจน์ความจริง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบอุปถัมภ์เข้ามาครอบงำในที่สุด



