ข่าว

ศึกทวงคืนพื้นที่"โคราช"

ศึกทวงคืนพื้นที่"โคราช"

08 พ.ย. 2553

สัปดาห์นี้คงพอเห็นหน้าเห็นตาว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 5 พื้นที่เขตเลือกตั้งซ่อมของแต่ละพรรคว่าจะมีมติส่งผู้สมัครหรือไม่อย่างไร หลังจาก "ศาลรัฐธรรมนูญ" มีคำวินิจฉัยให้ 6 ส.ส. ที่ถือครองหุ้นในบริษัทสัมปทานรัฐหรือคู่สัญญากับรัฐต้องพ้นสมาชิกภาพ ส.ส.ทำให้ต้องเลือกต

 นอกจากการสรรหาตัวบุคคลมาลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.แล้ว ประเด็นที่ถกเถียงกันในขณะนี้คือ กระแสเรียกร้องให้ "2 รัฐมนตรี" "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" รมช.มหาดไทย ในฐานะ ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และ "เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร" รมช.คมนาคม ในฐานะ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา ลาออกจากตำแหน่ง "รัฐมนตรี" เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน

 สอดคล้องกับความเห็นของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ที่ยกกรณี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองโดยลาออกจากตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" แล้วไปสมัครลงรับเลือกตั้ง

 ขณะที่แกนนำ "พรรคภูมิใจไทย" และ "ชาติไทยพัฒนา" ประสานเสียงเรื่องนี้ไม่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ละพรรคก็มีแนวทางการทำงานไม่เหมือนกัน ควรให้แต่ละพรรคตัดสินใจกันเอง

 แปลความชัดๆ คือ "ไม่ลาออก" นั่นเอง!

 และมีความเป็นไปได้สูงว่านอกจากไม่ลาออกแล้ว  ทั้งสองพรรคอาจไม่ส่ง "2 รัฐมนตรี" ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในครั้งนี้

 เพราะได้อาจไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไม่ใช่เลือกตั้งใหญ่ ผลแพ้-ชนะ อาจกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในอนาคต

 โดยเฉพาะ "พรรคภูมิใจไทย" ซึ่งจะประชุมพรรคเพื่อหาข้อยุติว่าจะส่ง "บุญจง" ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 นครราชสีมา หรือไม่ในวันจันทร์ที่ 8 และวันอังคารที่ 9 พฤศจิกายนนี้

 แต่ดูเหมือนคำให้สัมภาษณ์ของบรรดาแกนนำในพรรคน่าจะเป็น "คำตอบ" ได้อย่างดี

 "การส่งคุณบุญจงถือว่าเป็นหัวหอกหรือแม่ทัพใหญ่คนหนึ่งของพรรคลงชิงชัยหากเกิดความผิดพลาด จะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งใหญ่ได้ ดังนั้นทางเลือกที่มีการหารือกันขณะนี้คืออาจเป็นไปได้ที่พรรคจะส่งคุณกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ ภรรยาคุณบุญจง ลงสมัครแทน"

 นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของ "ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ" ประธาน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่กล่าวถึงท่าทีของพรรคต่อการตัดสินใจไม่ส่ง "บุญจง" ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้

 เพราะการส่ง "บุญจง" ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งๆ ที่รู้ว่าตกเป็น "เป้าโจมตี" ถือว่าอยู่ในภาวะ "เสี่ยง" อาจแพ้ หรือหากชนะก็ชนะแบบสะบักสะบอม ดังนั้นควรส่งคนอื่นไปเสี่ยงแทน

 การที่ "บุญจง" มีตำแหน่งถึง "รองหัวหน้าพรรค" ถือเป็นแม่ทัพใหญ่ในโคราช "แพ้หรือชนะเสียงไม่ขาด" ก็ถือว่าแพ้อยู่ดี

 ยิ่งคู่แข่งที่ "พรรคเพื่อไทย" มีมติส่งลงสมัครที่ชื่อ "อภิชา เลิศพัชรกมล" หรือชื่อเดิม "มีชัย จิตต์พิพัฒน์" อดีตนายกเทศบาลตำบลโชคชัย อ.โชคชัย "คู่ปรับเก่า" ของ "บุญจง" ที่เคยชนะสมัยลงสมัครรับเลือกตั้งรอบแรกเมื่อปลายปี 2550 โดย "อภิชา" สังกัดพรรค "เพื่อแผ่นดิน" แต่ได้ใบเหลืองจนต้องมีการเลือกตั้งใหม่

 และพ่ายแพ้ "บุญจง" ซึ่งสมัยนั้นสังกัดอยู่พรรคพลังประชาชน เพราะมีพลังขับเคลื่อนของ "ทักษิณ ชินวัตร"  มาสนับสนุนอีกแรง

 แต่ศึกเลือกตั้งครั้งนี้มี "อภิชา" ว่าที่ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยเป็นตัวยืน ส่วน "คู่แข่ง" ต้องรอผลการประชุมของแต่ละพรรคในสัปดาห์นี้

 ดูแนวโน้มการแข่งขันในพื้นที่ ส.ส.เขต 6 นครราชสีมา อาจมีคู่แข่งเพียง 2 พรรค ระหว่าง "พรรคเพื่อไทย" กับ "พรรคภูมิใจไทย" เท่านั้น

 เลือกตั้งครั้งนี้เหมือนสั่งสอน "เด็กวานซืน" ที่คิดมาเทียบชั้น "รุ่นพี่" ทั้งที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในแวดวงการเมืองทำอะไรไม่รู้จักเด็ก-ผู้ใหญ่

 ในพื้นที่ "จังหวัดนครราชสีมา" นอกจากนี้ "ส.ส.พรรคเพื่อไทย" แล้วยังเป็นพื้นที่ของ ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน และ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" แกนนำรวมชาติพัฒนา

 ทั้ง "สุวัจน์" และ "ไพโรจน์" ทางการเมืองถือเป็นนักการเมืองรุ่นผู้ใหญ่ดูแลพื้นที่ใน จ.นครราชสีมาเป็นเวลาหลายปี

 การที่ "บุญจง" ซึ่งมาทีหลังมาปักธงขอส่วนแบ่งพื้นที่ แถมดึง "เด็กในสังกัด" เข้าไปอยู่ในพรรคย่อมถือเป็นการ "หยามศักดิ์ศรี" นักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ยอมกันไม่ได้

 ยังไม่รวมถึงปัญหาการร่วมรัฐบาลที่ยื่นคำขาดให้ "นายกรัฐมนตรี" ตะเพิดพรรคเพื่อแผ่นดินออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

 ทั้งที่แกนนำพรรคระหว่าง "เนวิน ชิดชอบ" และ "ไพโรจน์" เป็นเพื่อนรักเคยทำงานร่วมกันใน "กลุ่ม 16" มาก่อน แต่สุดท้ายมาจบลงที่ "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด"
 
  ศึกเลือกตั้งซ่อมที่นครราชสีมาครั้งนี้จึงมีคนจับตาว่า "พรรคเพื่อแผ่นดิน" และ "พรรครวมชาติพัฒนา" จะส่งผู้สมัครลงแข่งขันในพื้นที่นครราชสีมาเขต 6 หรือไม่

 แต่ถ้ามาวิเคราะห์จากคำพูดของ "ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งดูแลพื้นที่ จ.นครราชสีมา ที่บอกว่า "พรรคไม่ได้เตรียมบุคคลรอเลือกตั้งซ่อม เดิมเลือกตั้งที่ผ่านมาเราส่งคุณมีชัย จิตต์พิพัฒน์ ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น อภิชา เลิศพัชรกมล แต่อยู่ๆ ก็ย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขอมา ถ้าคุณมีชัยไม่ย้ายพรรค พรรคเพื่อแผ่นดินคงมีคนลงสมัครแล้ว”

 คำพูดออกตัวของ "ไพโรจน์" มีแนวโน้มไม่น่าจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ แม้ปากจะบอกว่า "ในทางการเมืองคงจะฮั้วกันไม่ได้" แต่การไม่ส่งผู้สมัครก็มีค่าไม่ต่างกัน

 ขณะที่ "พรรครวมชาติพัฒนา" ก็ยังไม่ได้หาตัวผู้สมัคร แต่ดูท่าทีทางออกเรื่องนี้คงจบลงตรงที่อ้างความเป็น "พรรคร่วมรัฐบาล" ไม่ส่งผู้สมัคร ฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผล เพราะเชื่อว่าทั้ง "ประชาธิปัตย์" และ "ชาติไทยพัฒนา" ก็คงแสดงสปิริตไม่ส่งผู้สมัครเช่นกัน

 ลำพังส่ง "บุญจง" ลงแข่งก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ถ้าส่ง "ตัวแทน" ลงสมัครท่ามกลาง "คู่ปรับ" จ้องเอาคืน

 แค่คิดก็อดเป็นห่วงผู้สมัครจาก "พรรคภูมิใจไทย" ไม่ได้จริงๆ