ข่าว

สาธารณภัย:ถึงคราผนึกกำลังอาเซียน (1)

สาธารณภัย:ถึงคราผนึกกำลังอาเซียน (1)

08 พ.ย. 2553

มติชนรายวัน จันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2553 : ชี้ "หมอกควัน" สะท้อนอาเซียนไร้ประสิทธิภาพ ก่อนอาเซียนซัมมิทเปิดฉาก 28-29 ตุลาคมนี้ นักวิเคราะห์ชี้ปัญหาหมอกควันที่เกิดกับสิงคโปร์และมาเลเซียล่าสุดสะท้อนถึงประสิทธิภาพที่อ่อนแอทั้งภายในชาติสมาชิกและระหว่างชาติอาเซีย

 บทวิเคราะห์ที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ระบุว่า ผ่านไปได้แค่เพียงสัปดาห์เดียวที่สมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนปลาบปลื้มชื่นชมกับความร่วมมือในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศระหว่างกันว่ามีความคืบหน้าขึ้นอย่างสำคัญ แต่ว่าขณะนี้สิงคโปร์และพื้นที่บางส่วนของมาเลเซียกลับถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอกควันจากเหตุไฟป่าที่พัดมาจากประเทศอินโดนีเซียอีก ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของชาติอาเซียนที่บรรดาผู้นำกำลังจะพบปะหารือกันในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะมีขั้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคมนี้ ว่ายังคงมีจุดบกพร่องอ่อนแออยู่...

 ปัญหาหมอกควันเป็นวาระสำคัญของอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2540-2541 เมื่อเกิดกลุ่มหมอกควันจากการเผาป่าในประเทศอินโดนีเซียแผ่ปกคลุมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างบรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ไทยรัฐ จันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2553 สำนักข่าวหัวเขียว แม่ลูกจันทร์ : ต้องเตรียมตัว : ประเทศไทยติดอันดับ 14 จาก 170 ประเทศภาวะเสี่ยงสูงที่จะถูกภัยพิบัติธรรมชาติโจมตี อันมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลกอย่างรุนแรง ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยให้รัฐบาลต้องรีบวางแผนรับมือ

 ถ้ามองแง่ดี...การติดอันดับ 14 ของประเทศความเสี่ยงสูงที่จะโดนวิบัติภัยธรรมชาติโจมตีก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจ เพราะประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ติดอันดับหัวแถวประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเกือบทั้งยวง

 ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ ติดอันดับ 6 พม่าติดอันดับ 10 กัมพูชาติดอันดับ 12 เวียดนามติดอันดับ 13 ฯลฯ อัตราความเสี่ยงภัยธรรมชาติสูงกว่าไทยด้วยซ้ำไป

 “แม่ลูกจันทร์” เห็นว่า การจัดอันดับความเสี่ยงครั้งนี้ บ่งชี้ว่าวิบัติภัยธรรมชาติขนาดใหญ่โจมตีประเทศไทยหนักมากกว่าเดิม

 นี่ขนาดหางดีเปรสชันยังทำให้ประเทศไทยจมน้ำไป 29 จังหวัด 186 อำเภอ ถ้าหากปีไหนเคราะห์หามยามร้ายเกิดมีพายุขนาดใหญ่กระหน่ำซ้ำเติม อะไรจะเกิดขึ้นกับเมืองไทย “แม่ลูกจันทร์” ไม่กล้าจินตนาการ

 ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนกระบวนท่าในการรับมือวิบัติภัยธรรมชาติให้เป็น “แผนยุทธศาสตร์ประเทศ” อย่างเป็นระบบครบวงจร...

 มติชนรายวัน พฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม 2553 : "ปธน.อินโดฯ" ทิ้งฮานอยกลับช่วยสินามิ : ...เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 7.7 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งตะวันตกของเกาะสุมาตราเมื่อช่วงดึกวันที่ 25 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่นของอินโดนีเซีย ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิสูงราว 3 เมตร พัดถล่มหมู่บ้านบริเวณชายฝั่งบนหมู่เกาะเมนตาไว ที่อยู่ทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา ซึ่งล่าสุดทางการอินโดนีเซียระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่อย่างน้อย 282 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 411 ราย

 ขณะที่ห่างออกมาไม่กี่ร้อยกิโลเมตรบนเกาะชวาทางตอนกลางของประเทศอินโดนีเซีย ภูเขาไปเมอราปีเกิดปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ส่งกลุ่มควันเถ้าถ่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ส่งกลุ่มควันเถ้าถ่านและลาวาพวยพุ่งขึ้นในอากาศ ล่าสุดมีผู้เสี่ยชีวิตแล้ว 30 ราย ฯลฯ

 ด้านประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำชาติ สมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ได้ตัดสินใจบินกลับอินโดนีเซียอย่างเร่งด่วนเพื่อมาดูแลปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยอย่างใกล้ชิด...

 ไม่เพียงแค่กำหนดให้สาธารณภัยจากธรรมชาติและอาจหมายรวมทั้งที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ในอนาคตให้เป็น "แผนยุทธศาสตร์ประเทศ"...

 แต่ถึงเวลาแล้วที่ทุกประเทศสมาชิกจักต้องกำหนดให้เป็น “วาระแห่งอาเซียน” รวมพลังเป็นหนึ่งเท่านั้น จึงจะพอผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

บัญชร ชวาลศิลป์