
"โรคฉี่หนู" มากับน้ำท่วม
กระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังโรคฉี่หนูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและควบคุมโรค ซึ่งพบได้ตลอดปีในทุกภาค เชื้อโรคเข้าทางแผล หรือผ่านผิวหนังได้
ผู้มีแผลที่เท้าต้องระวัง ต้องสวมรองเท้าบู๊ทหากต้องลุยย่ำโคลน ครึ่งปี 2553 มีผู้ป่วยแล้ว 1,209 ราย มากที่สุดที่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ โดยพบทั้งเกษตรกร นักเรียน พระภิกษุ ข้าราชการ เสียชีวิตรวม 14 ราย
ช่วงเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลการระบาดของ โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือ โรคไข้ฉี่หนู พบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงกรกฎาคม-กันยายนทุกปี เป็นฤดูกาลทำนา มีฝนตก น้ำขังเฉอะแฉะ โรคนี้มีสาเหตุมาจากหนู โดยเชื้อโรคซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียจะอยู่ในฉี่ของหนู และปนเปื้อนอยู่ตามแหล่งน้ำขังชื้นแฉะทั่วไป
ในปี 2553 พบผู้ป่วยทุกภาค มากที่สุดร้อยละ 69 ในภาคอีสาน ภาคใต้มีแนวโน้มผู้ป่วยมากขึ้น พบมากในชุมชนแออัด มีหนูชุกชุม จังหวัดที่พบมากที่สุด ได้แก่ บุรีรัมย์ รองลงมาคือ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ วัยทำงาน 25-55 ปี อาชีพที่พบสูงสุด ได้แก่ เกษตรกร โดยติดเชื้อขณะทำนา ทำสวน ระหว่างการจับปลา จับหนูในนา นอกจากนี้ ยังพบในผู้มีอาชีพรับจ้าง นักเรียน ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพระภิกษุ พบเพศชาย มากกว่าหญิง 4 เท่าตัว
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ในการเกิดโรค เช่น มีหนูชุกชุม มีน้ำท่วมขัง หรืออยู่ในที่แออัด จะต้องระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการย่ำน้ำ หรือการแช่น้ำนานๆ เชื้อโรคฉี่หนูเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทาง คือกินอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป และเชื้อไชเข้าทางรอยแผล รอยขีดข่วน หรือผ่านผิวหนังปกติที่แช่น้ำนานๆ ซึ่งผิวจะอ่อนนุ่ม เชื้อโรคชนิดนี้ มีชีวิตอยู่ในน้ำได้หลายเดือน
โดยทั่วไป มักติดเชื้อขณะเดินย่ำดินโคลน เดินลุยน้ำท่วม หลังติดเชื้อประมาณ 4-11 วัน จะเริ่มมีอาการ โดยจะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อมาก ปวดน่อง หากมีอาการให้รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำให้ทราบด้วย โรคนี้มียารักษาหายขาด หากไม่รีบรักษาและปล่อยไว้นานจนอาการมากขึ้น เช่น ไอเป็นเลือด ตัวเหลือง อาจเสียชีวิตจากไตวาย ตับวายได้
การป้องกันโรคฉี่หนู
-ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลน
-ถ้ามีบาดแผลตามร่างกาย รอยถลอก รอยขีดข่วน ควรงดลงน้ำ
-หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ต้องสวมรองเท้าบู๊ทเพื่อป้องกันน้ำ ไม่ให้น้ำถูกแผล
-ผู้ที่ต้องทำงานในที่ชื้นแฉะตามไร่นา หลังจากเสร็จภารกิจแล้ว ให้รีบอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด
-การบริโภคน้ำบ่อ ควรต้มให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อ
-ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง
-ดูแลบ้านเรือนให้สะอาด กำจัดขยะไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์
-ปิดอาหารให้มิดชิด ป้องกันไม่ให้หนูปัสสาวะใส่อาหาร
-อาหารที่ค้างคืน ให้อุ่นจนเดือดก่อนรับประทาน
-ผู้ที่บริโภคหนู ควรระมัดระวังการติดเชื้อ ให้สวมถุงมือขณะชำแหละ และปรุงให้สุก
กระทรวงสาธารณสุข



