
อภิสิทธิ์ปัดไม่รู้เสธ.หนั่นดอดพบทักษิณ
โฆษกปชป.โบ้ยเสธ.หนั่นเคลียร์กรณีนัดพบทักษิณ "อภิสิทธิ์" เมิน "ทักษิณ" โฟนอิน ชี้แดงมีสิทธิ์เคลื่อนไหวแต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย จี้ "บุญจง-เกื้อกูล"ทิ้งเก้าอี้ก่อนลงสมัครเลือกตั้งซ่อม
(7พ.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น . ที่สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยกรมประชาสัมพันธ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มมีการเคลื่อนไหว ควบคู่กับกับโฟนอินของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ยังไม่ทราบว่า มีประเด็นอะไรหรือเปล่า แต่ทุกคนสามารถที่จะใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งต้องอยู่ในกรอบ
“ผมขอเรียนว่า เรื่องการช่วยดูแลเกี่ยวกับประกันตัวเมื่อวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ได้เร่งรัดทางกระทรวงยุติธรรมอีกครั้งแล้ว ”นายกรัฐมนตรี ระบุ
ส่วนกรณีที่พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีการโทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า ยังไม่ทราบว่าไปพบหรือไม่ อย่างไรก็ตามเห็นเพียงแต่ข่าวบุคคลที่สามออกมาพูด
เมื่อถามว่า จะเหมาะสมหรือไม่ เพราะอาจถูกข้อครหาคนเป็นรองนายกฯ ไปพบกับนักโทษหนีคดี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเคยสอบถามพล.ต.สนั่น ท่านบอกว่า ถ้าไปพบ ก็ต้องย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องมาเข้ากระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกัน ตัวท่านเองก็ไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่ทราบว่า พบหรือไม่ หากไปพบในลักษณะไหน คงรอต้องถาม พล.ต.สนั่น ก่อน
เมื่อถามย้ำว่า กระบวนการพบกันของพล.ต.สนั่นครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการปรองดองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธย้ำว่า ยังไม่ทราบ ต้องฟังจากพล.ต.สนั่น ก่อน ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าต่อ การพบกันของทั้งสองคนมีผลอะไรกับการตัดสินใจของนายกฯ ที่จะเปลี่ยนแปลง เรื่องของนิรโทษกรรม หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พล.ต.สนั่น เคยเล่าให้ตนฟังว่า ไปพบกับแกนนำเสื้อแดง หรือพรรคการเมืองต่างๆ พล.ต.สนั่น ก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้
เมื่อถามว่า ทุกอย่างถ้าจะเป็นไปตามนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของไทยก่อนใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พล.ต.สนั่น บอกว่า ที่คุยกันมาไม่ได้มีการพูดถึงเงื่อนไข อะไรประเภทนี้เลย พูดแต่เพียงว่า ทำอย่างไรทุกฝ่ายจะมาหยุดเรื่องปัญหาความรุนแรง และความขัดแย้งกันเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่ เพราะการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเริ่มมีมากขึ้น ในขณะที่เสียงระเบิดกลับมาอีกรอบ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่บอกเป็นเหตุระเบิดทางหน่วยงานยืนยันว่า คงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมืองหรือเรื่องอะไร แต่การเคลื่อนไหวอย่างที่บอก มันต้องอยู่ในขอบเขต
เมื่อถามว่า ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ . ) ออกมาประเมินจะมีการลอบฆ่าบุคคลสำคัญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธมา ไม่ทราบ ตนไม่ได้ร่วมประชุมกับ ศอฉ .
เมื่อถามว่า ช่วงนี้นายกฯ ลงพื้นที่บ่อย จะมีปัญหาเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัย หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่มี เพราะส่วนใหญ่การเดินทางไป ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่า พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนอยู่ ทุกคนมีแต่คิดกันว่า จะมาช่วยกันอย่างไรมากกว่า ตนมั่นใจอย่างนั้น
โฆษกปชป.โบ้ยเสธ.หนั่นเคลียร์กรณีนัดพบทักษิณ
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจนจากพล.ต.สนั่นอีกครั้ง เพราะการเดินทางไปครั้งนี้ถือเป็นการไปในนามส่วนตัวฐานะผู้ใหญ่ของบ้านเมืองและเชื่อว่านอร์เวย์เป็นประเทศทางผ่านของพ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น จึงไม่ทราบว่าจะนำมาซึ่งการขอความร่วมมือในการส่งตัวจากนอร์เวย์ได้หรือไม่ ส่วนเรื่องการปรองดองนั้นอยากให้ดูการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณมากกว่าคำพูด เนื่องจากข้อเท็จจริงพ.ต.ท.ทักษิณยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดมีการโฟนอินมายังประเทศไทยและมีคำพูดหลายเรื่องที่พาดพิงถึงความขัดแย้งในประเทศไทย ขณะเดียวกันยังส่งนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆเพื่อพูดและพาดพิงหลายสถาบันของไทยอยู่ จึงอยากเห็นรูปธรรมความปรองดองจากพ.ต.ท.ทักษิณคือ 1.ความเคลื่อนไหวต่างๆต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง ไม่มีการใช้คลิปตัดต่อหรือดึงสถาบันเข้ามาสู่ความขัดแย้งและ 2.ต้องแสดงความจริงใจในการประนามกลุ่มที่เคลื่อนไหวด้วยความรุนแรง ต้องประนามและตัดขาดให้ชาวโลกและคนไทยได้เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของเว็ปไซต์โจมตีประเทศไทยและสถาบันต่างๆของไทยที่ยังอ้างถึงการเกาะเกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณอย่างเปิดเผย
ด้านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 13 - 14 พ.ย.ตนจะเป็นตัวแทนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ร่วมประชุมพรรคเสรีประชาธิปไตย ที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เนื่องจากยังมีความพยายามของนายโรเบิร์ต พยายามขอเข้าไปชี้แจงและพูดคุยในเวทีระดับประเทศโดยพยายามดิสเครดิตและให้ร้ายประเทศไทยอยู่ จึงจำเป็นต้องไปทำความเข้าใจกับสมาชิกประเทศให้รับทราบ โดยเฉพาะในเรื่องของความสมานฉันท์ที่รัฐบาลพยายามดำเนินการอยู่
ส่วนกรณีที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะพรรคได้รับทราบข้อมูลจากเพื่อนสมาชิกมาตลอดถึงการดำเนินการของนายโรเบิร์ต โดยค่าใช้จ่ายในการเดินทางพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ออกให้ ขณะที่ตนอาจต้องออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวบางเรื่องด้วยซ้ำ ขอย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีนิสัยเอาเงินหลวงไปใช้ส่วนตัว เพราะไม่ได้มีนายจ้างเป็นมหาเศรษฐี
นายชวนนท์ กล่าวยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้ไปในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในกระทรวงการต่างประเทศ และใช้งบประมาณทุกส่วนที่พรรคออกให้ นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทางอื่นๆ อาจจะใช้เงินส่วนตัวด้วย
“ผมไม่มีนายจ้างเป็นมหาเศรษฐีที่คอยจ้างให้พูด ให้คิด ให้ทำ ทุกอย่างที่ผมดำเนินการไป เพื่อผลประโยชน์ของชาติ และการเดินสายชี้แจง ตอบโต้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความพ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ ไม่มีความต้องการบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นเพียงแต่ทำความเข้าใจที่ถูกต้องในเวทีประชาคมระหว่างประเทศให้เข้าใจสถานการณ์การเมืองไทยที่ถูกต้อง”นายชวนนท์กล่าว
เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้วิตกจริตในการเดินทางไปร่วมประชุมของนายโรเบิร์ต แต่เนื่องจากมีความพยายามและมีขบวนการในการบ่อนทำลายชื่อเสียงของประเทศ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกและมิตรประเทศต่างๆแม้จะต้องใช้เงินส่วนตัวไปดำเนินการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ต้องทำ ต่างจากคนที่ได้รับการจ้างวานเพื่อมาทำลายประเทศ
นายบุรณัชย์ กล่าวเสริมว่า ตนก็จะเดินทางเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ไปประชุมเวทีคู่ขนานสมาพันธ์พรรคประชาธิปไตยในเอเชียที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในสัปดาห์หน้าเช่นเดียวกัน หลังจากได้รับข้อมูลจากสมาชิกพรรคฝ่ายค้านของประเทศสมาชิกถึงความพยายามของนายโรเบิร์ตที่ต้องการจะขอเข้าไปชี้แจงในเวทีดังกล่าวถึงเหตุการณ์เดือนเม.ย.และพ.ค. 53 ที่ผ่านมาด้วย
อภิสิทธิ์จี้ "บุญจง-เกื้อกูล"ทิ้งเก้าอี้ก่อนลงสมัครเลือกตั้งซ่อม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีรัฐมนตรี ส.ส.ถูกตัดสินว่าผิด ในการถือหุ้นสัมปทานของรัฐ กำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 12 ธันวาคม ควรมีการดำเนินการเป็นบรรทัดฐานเดียวเช่นนายสุเทพ เทือกสุบรรณโดยในส่วนของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทยและนายเกื้อกูล ด่านชัยจิตร รมช.คมนาคม หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินพ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ในคดี ว่า ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะแต่ละพรรคยังไม่ผ่านกระบวนการในส่วนของพรรค อย่างของพรรคประชาธิปัตย์เองยังต้องผ่านกรรมการคัดเลือก ต้องมีสาขาพรรคเสนอชื่ออะไรต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหน่อย
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาเข้าใจในหลักการ หากรัฐมนตรีจะลงสมัคร ส.ส.ต้องลาออกตากตำแหน่งก่อนใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น่าจะชัดเจน ทั้งนี้เห็นทาง กกต.บอกพ้นแล้ว สองคนนี้เขาขายหุ้นก่อนเป็นรัฐมนตรีหรือเปล่าเท่านั้นเอง
เตรียมเสนอร่างแก้ไข รธน.2ประเด็น
นายอภิสิทธิ์ เกล่าวถึงความคืบหน้าในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลว่า ขณะนี้มีการส่งร่างไปที่พรรคการเมืองและสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ฉะนั้นในสัปดาห์หน้า อยากให้ทุกพรรคได้รับทราบว่า 2 ร่าง ที่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะเสนอคืออะไร และมาสรุปกันอีกที่ในวันที่ 16 พ.ย.นี้ โดยแยกเป็น 2 ร่าง และคิดว่า ไม่น่าจะต้องทำประชามติ เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ถือเป็นความขัดแย้ง สำหรับประเด็นที่จะมีข้อขัดแย้งหรือข้อกล่าวหาอะไรมันถูกพักไว้หมดแล้ว เช่น เรื่องยุบพรรค เพิ่มอำนาจ ส . ส . หรือไม่ แต่ตรงนี้ได้หยุดไว้แล้ว เอาเฉพาะประเด็นที่เห็นว่า ช่วยการทำงานของฝ่ายบริหาร เรื่องการต่างประเทศและเรื่องระบบเลือกตั้ง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ยุติกันเสียที่ว่าจะเลือกตั้งกันในระบบไหน
เมื่อถามว่า ขณะนี้กระบวนการพรรคการเมืองในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลจบแล้ว ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยังต้องเข้าสู่กระบวนการพรรคอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเสนอให้ทุกพรรครับทราบ แต่การเสนอเข้าสู่สภาจะเสนอในนามของรัฐบาล ซึ่งจะเป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อถามว่า จะเสนอเข้าสู่สภาได้เมื่อไหร่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าวันที่ 16 พ . ย . นี้เรียบร้อย ก็จะส่งได้เลย ซึ่งขึ้นอยู่กับประธานสภาว่าจะนัดพิจารณาทันในสมัยประชุมนี้ หรือไม่ เมื่อถามว่า การจะโน้มน้าวให้สมาชิกวุฒิสภา และพรรคเพื่อไทยที่จะมาเห็นด้วย จะดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่เราส่งให้พรรคการเมือง ไม่ใช่เฉพาะพรรครัฐบาล ส่งพรรคฝ่ายค้าน และพรรคที่ไม่อยู่ในสภา ด้วยซ้ำ
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย ยืนยันจะกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 เท่านั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่ ซึ่งต้องไปจบที่สภา เอาเป็นว่าเมื่อเข้าไปแล้วพิจาณาอย่างไรก็จบตามนั้น จะได้ไม่ต้องมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญกันอีก ก็ไปเลือกตั้งกัน เมื่อถามว่า ถ้าดูจากรอบเวลาคิดว่าจะทันในสมัยประชุมนี้ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับประธานสภา แต่หากจะแก้ไขให้ครบถ้วน ทำอย่างไรก็คงไม่เสร็จสมัยประชุมนี้ เพราะกระบวนการแก้ไขต้องใช้เวลา ต้องมีการทิ้งช่วงระหว่างวาระ 2 วาระ 3 ถึง 15 วัน และตัวระบบเลือกตั้ง จะมีประเด็นเรื่องการเตรียมกฎหมายลูก
เมื่อถามว่า จะใช้เวลา ประมาณกี่เดือน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยข้อเท็จจริงเมื่อรัฐธรรมนูญผ่าน จะว่าไปตามกระบวนการกฎหมายลูก ทั้งนี้แม้กฎหมายลูกยังไม่แก้ ความเข้าใจของตนเองคือสมมติมีการเลือกตั้งก็เลือกได้ ไม่เป็นปัญหา เพราะรัฐธรรมนูญใหญ่กว่ากฎหมายอยู่แล้ว ฉะนั้นอะไรที่เป็นกฎหมายไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญก็ใช้ไมได้ กกต . หรือใครก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า แนวคิดของนายกฯ คือทันที่ที่รัฐธรรมนูญผ่านก็พร้อมที่จะยุบสภา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องเงื่อนไขเลือกตั้ง ถ้าบ้านเมืองสงบก็ได้ไปเลือกตั้งกัน เมื่อถามว่า วันนี้คิดว่าบ้านเมืองสงบแล้วหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ดีขึ้นเยอะ
โพลล์หนุน"บุญจง-เกื้อกูล"ทิ้งเก้ารมต.ก่อลงซ่อม
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ(กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความเห็นประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 5 เขตที่จะมีการเลือกตั้งซ่อมส.ส. เนื่องจากคนเดิมถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากการเป็น สส. เนื่องจากถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อและบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ พบว่า ร้อยละ 67.7 ตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 12 ธันวาคม ขณะที่ร้อยละ 13.2 จะไม่ไป
เมื่อถามความตั้งใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขตว่าจะเลือก สส. คนเดิมกลับเข้ามาหรือไม่ (หากคนเดิมลงสมัครรับเลือกตั้ง) พบว่า ส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจ มีเพียงพื้นที่ขอนแก่น (เขต 2) ที่ร้อยละ 50.5 ระบุว่าจะเลือกคนเดิมคือ ร.ท. ปรีชาพล พงษ์พานิช (พรรคเพื่อไทย) กลับเข้ามา ดังนี้ กรุงเทพมหานคร (เขต 2) จะเลือกคนเดิมร้อยละ 32.3 (ไม่เลือกร้อยละ 19.7 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 48.0) พระนครศรีอยุธยา (เขต 1) จะเลือกคนเดิมร้อยละ 25.0 (ไม่เลือกร้อยละ 22.0 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 53.0) สุรินทร์ (เขต 3) จะเลือกคนเดิมร้อยละ 18.9 (ไม่เลือกร้อยละ 18.9 เท่ากัน ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 62.2) นครราชสีมา (เขต 6) จะเลือกคนเดิมร้อยละ 27.2 (ไม่เลือกร้อยละ 19.6 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 53.2) ขอนแก่น (เขต 2) จะเลือกคนเดิมร้อยละ 50.5 (ไม่เลือกร้อยละ 7.4 ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 42.1)
ส่วนประเด็นการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมนั้น ประชาชนร้อยละ 79.6 เห็นว่านายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช. คมนาคม ควรลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม เพื่อแสดงความรับผิดชอบและเป็นจริยธรรมทางการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบผู้สมัครคนอื่น และเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองเหมือนที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำ ในขณะที่ร้อยละ 20.4 เห็นว่าไม่ควรลาออก เนื่องจากคำตัดสินของศาลไม่ได้ระบุว่าต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี และทำงานดีอยู่แล้วก็ควรจะทำงานต่อไป
ปชช.เชื่อมีขรก.และจนท.รัฐในรัฐบาลชุดนี้ยังคงทุจริต
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ สถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ต้นตอทุจริตคอรัปชั่น และทัศนคติของประชาชนต่อรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น เปรียบเทียบก่อนยึดอำนาจปี 2549 กับปัจจุบัน และความเชื่อมั่นต่อประชาธิปไตย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เพชรบุรี สระบุรี นครปฐม ชลบุรี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สกลนคร เลย ขอนแก่น อุบลราชธานี นราธิวาช นครศรีธรรมราช พัทลุง จำนวน 1,349 ครัวเรือน ดำเนินโครงการในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยผลสำรวจพบว่าเป็นห่วง คือ สัดส่วนของคนที่เชื่อว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงเปรียบเทียบช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 กับผลสำรวจเดือนตุลาคม 2553 พบตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 66.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 75.1 นอกจากนี้ ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.2 ยังคงคิดว่าจะมีการซื้อสิทธิขายเสียงเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจพบด้วยว่า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในหมู่ประชาชนจากร้อยละ 73.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 มาอยู่ที่ร้อยละ 77.6 ในเดือนตุลาคม 2553 ที่เชื่อว่ามีนักการเมืองระดับชาติและบรรดาที่ปรึกษาอยู่เบื้องหลังแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องจากการประมูล/สัมปทานโครงการขนาดใหญ่ และการแอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์จากการทำธุรกิจของพวกพ้อง
ที่สำคัญคือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.1 เชื่อว่ามีข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐยังคงทุจริตคอรัปชั่นอยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 84.9 ที่เคยสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วนของประชาชนที่ไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในการเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวคือจากร้อยละ 12.1 ในปี 2548 มาอยู่ที่ร้อยละ 32.1 ในปัจจุบั และผลสำรวจยังพบด้วยว่า สัดส่วนของประชาชนที่มีทัศนคติยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี (โกงไม่เป็นไรขอให้ตัวเองได้ผลประโยชน์ด้วย) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 63.2 ในเดือนตุลาคม 2551 มาอยู่ที่ร้อยละ 76.1 ในปัจจุบัน
ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ทัศนคติการโกงกำลังแพร่ระบาดไปในทุกสาขาอาชีพ เพราะจากการสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่ทัศนคติของประชาชนในทุกสาขาอาชีพ ยอมรับได้กับรัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี ตนเองได้ประโยชน์ด้วย แม้แต่ในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ดูเหมือนเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.1 ยอมรับได้กับรัฐบาลที่ทุจริตขอให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้ประโยชน์ด้วย และกลุ่มที่เป็นจับตามองอีกสามกลุ่มคือ กลุ่มพ่อค้า กลุ่มข้าราชการ และพนักงานบริษัทเอกชน เพราะมีอยู่ร้อยละ 79.3 ในกลุ่มค้าขาย ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 65.1 ในกลุ่มข้าราชการ และร้อยละ 70.4 ในกลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน ที่ยอมรับรัฐบาลทุจริตฯ แต่ขอให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี ตนเองได้ประโยชน์ด้วย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอำนาจที่คิดจะใช้เหตุผลดังกล่าวในการปฏิวัติยึดอำนาจอีกคงไม่สามารถจะอ้างได้เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.5 ยังคงเชื่อมั่นต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยมากกว่าการปกครองแบบอื่นว่าจะสามารถนำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้
ผอ.เอแบคโพลล์ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ สถาบันคอร์เนลล์เพื่อภารกิจของรัฐ กล่าวสรุปว่า น่าเสียดายที่ประเทศไทยยังคงวนอยู่ที่เดิมและกลับมีแนวโน้มแย่ลง โดยยังไม่มีใครหรือรัฐบาลใดทำให้ประเทศไทยพ้นจากสถานภาพ “ประเทศกำลังพัฒนา” ได้ ดังนั้น ถ้าปัญหาคอรัปชั่นเป็นตัวชี้วัดต้นตออุปสรรคการพัฒนาประเทศ ผลที่ตามมา คือยังไม่มีสัญญาณใดๆ จะบ่งชี้ได้ว่าประเทศไทยกำลังก้าวพ้นไปสู่สถานภาพของประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะมองในมิติการพัฒนาของโลกตะวันตกหรือโลกตะวันออก เพราะผู้ใหญ่ในสังคมที่อยู่ในสาขาอาชีพและหน่วยงานต่างๆ กลับมีปัญหาสร้างความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนเสียเอง จึงต้องเคลียร์ตัวเองให้กระจ่าง โดยคณะบุคคลและระบบที่พอจะเป็นหลักให้กับสังคมไทยต้องออกมาประสานเสียงดำเนินการกับปัญหาทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจังต่อเนื่องตามแนวทางประชาธิปไตยที่ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มประชาชน
“อยากให้สื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจดูว่า ชาวบ้านที่เคยออกมาเปิดโปงชี้ปัญหาการทุจริตโครงการต่างๆ ของรัฐในระดับชุมชนตอนนี้อยู่ในสภาพเช่นไร มีใครหรือหน่วยงานใดให้ความคุ้มครองดูแลหรือว่าปล่อยให้ชาวบ้านที่เปิดโปงเพื่อต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นเหล่านั้นอยู่ในสภาพที่หวาดกลัวและไม่เป็นสุข หากปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไปสังคมไทยอาจถึงจุดที่ล่มสลายไปทั้งระบบได้และยากที่จะกอบกู้คืนกลับมาเหมือนเดิม ข้อเสนอคือ ให้ผู้ที่มีอำนาจในเวลานี้ลองตรวจสอบตนเองและคนข้างเคียง หากพบว่า ตนเองหรือคนใกล้ชิดมีปัญหาก็ต้องแสดงสปิริตโดยเร็วด้วยความเสียสละ น่าจะทำให้สังคมไทยชลอการล่มสลายลงไปได้บ้าง เพราะดูจากผลสำรวจครั้งนี้เปรียบเทียบกับช่วง 5 - 6 ปีที่ผ่านมา ทัศนคติและการยอมรับการทุจริตคอรัปชั่นมันโตเร็วเหลือเกิน การกล่าวเช่นนี้คงไม่ทำให้ใครคิดนำมาเป็นเหตุผลยึดอำนาจอีกเพราะผลสำรวจครั้งนี้พบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่เขาไม่เอาการยึดอำนาจและยังคงเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยว่าจะเป็นหนทางแก้วิกฤตต่างๆ ได้” ดร.นพดล กล่าว



