
บันทึกของจอร์จ ดับเบิลยู บุช
หลังจากเงียบหายไปจากสื่อเกือบสองปี นับจากอำลาตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2552 ขณะนี้ ได้ฤกษ์ดีที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในวัย 63 จะออกมาปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง บุชได้เริ่มให้สัมภาษณ์และเตรียมให้สัมภาษณ์สื่ออีกหลายแห่ง รวมทั้งเอ็นบีซี โอปราห์ วินฟรี
คนอเมริกันยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนกว่าจะวางแผงในวันที่ 9 พฤศจิกายน แต่สื่อยักษ์ใหญ่อย่างวอชิงตัน โพสต์ กับนิวยอร์ก ไทม์สได้อ่านแล้ว และตามความเห็นของนิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่บันทึกความทรงจำแบบทั่วไป แต่เป็นเหมือนหนังสืออัตชีวประวัติสะท้อนการตัดสินใจและห้วงเวลาสำคัญๆ ในด้านชีวิตส่วนตัวและในฐานะประธานาธิบดี ตั้งแต่การเลิกเหล้าเมื่อปี 2529 การตัดสินใจก่อสงครามอิรัก และความสัมพันธ์กับรองประธานาธิบดีดิก เชนีย์ ที่เขม็งเกลียวขณะใกล้อำลาตำแหน่ง และไม่ลืมปกป้องการตัดสินใจหลายเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์
มีสองสามเรื่องที่สื่อหลายสำนักให้ความสนใจหยิบยกมาเป็นข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั่นคือการที่บุชได้ยอมรับว่าเคยคิดจะลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองเมื่อปี 2547 โดยไม่มีคู่หูชื่อดิก เชนีย์ เพราะอยากลบเสียงวิจารณ์ที่ว่าเชนีย์คือผู้กุมบังเหียนทำเนียบขาว บุชต้องการแสดงให้เห็นว่า ผมคือผู้นำตัวจริง แต่หลังจากคิดหลายตลบ ที่สุดก็ตัดสินใจใช้บริการเชนีย์ต่อไป
บุชยอมรับว่าเชนีย์มีส่วนสำคัญอย่างมากสำหรับพรรครีพับลิกัน แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นแม่เหล็กดึงดูดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อและพวกฝ่ายซ้ายไม่เลิกรา เชนีย์ถูกมองว่าเป็นจุดบอดและไร้หัวใจ แต่บุชไม่เห็นด้วยกับมุมมองต่อเชนีย์ในลักษณะนั้น ยิ่งคิดเรื่องนี้เท่าไหร่ก็ยิ่งมั่นใจว่า เชนีย์ควรอยู่ต่อไป และคิดได้ว่า เขาไม่ได้เลือกเชนีย์เพื่อให้เป็นสินทรัพย์ทางการเมือง แต่เลือกเพื่อมาช่วยทำงาน และเชนีย์ก็ได้ทำงานนั้นได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ บุชจึงตัดสินใจขอให้เชนีย์อยู่ต่อ
บุชยังเปิดเผยว่า เชนีย์ไม่เห็นด้วยกับการปลดโดนัลด์ รัมสเฟลด์ ออกจากรัฐมนตรีกลาโหมในขณะนั้น ด้วยเหตุผลว่าสงครามอิรักย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนนายพลหลายคนทนไม่ไหวออกมาพูดต่อต้านรัมสเฟลด์ และทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในปี 2549 (แต่การเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อวันอังคาร รีพับลิกันได้ครองเสียงข้างมากในสภาล่าง และได้ที่นั่งเพิ่มในสภาสูง)
เรื่องที่ขัดแย้งกันมากที่สุดเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆ ของการอยู่ในตำแหน่ง บุชบอกว่าถูกกดดันอย่างหนักจากเชนีย์ให้ยอมอภัยโทษแก่นายลูอิส สกูตเตอร์ ลิบบี้ ที่ปรึกษาของเชนีย์ จากความผิดฐานให้การเท็จต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในคดีแพร่งพรายตัวตนของ วาเลรี พลาม สายลับซีไอเอ โดยเมื่อบุชปฏิเสธคำร้องขอนั้น เชนีย์ก็ต่อว่าบุชอย่างแรงว่า บุชทอดทิ้งทหารไว้ในสมรภูมิ ทำให้บุชถึงอึ้งไปและว่าใน 8 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นเชนีย์โกรธแบบนี้ ทำให้วิตกว่ามิตรภาพอาจสั่นคลอน แต่ที่สุดก็กลับมาสานต่อกันได้
ส่วนในเรื่องที่เชื่อแน่ว่าจะต้องมีการวิจารณ์กันหนักก็คือ การที่บุชไฟเขียวให้เจ้าหน้าที่ซีไอเอรีดเค้นความลับด้วยวิธีสุดโหด ”กระดานน้ำ” (การเทน้ำใส่หน้านักโทษที่ถูกปิดหน้าปิดตาและมัดมือมัดเท้าติดกับแผ่นไม้กระดาน โดยวางเอียงให้เท้าอยู่สูงกว่าศีรษะ นักโทษมักทนสำลักน้ำไม่ไหวและยอมสารภาพ) กับนายคาลิด เชค โมฮัมหมัด หนึ่งในผู้บงการเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน เพราะโดยส่วนตัว บุชเชื่อว่า นายโมฮัมหมัดคือผู้กุมความลับสำคัญยิ่งเกี่ยวกับแผนก่อการร้ายถล่มสหรัฐที่ยังเหลืออยู่ บุชบอกว่าจะตัดสินใจแบบเดียวกันนี้อีก หากนั่นหมายถึงการช่วยให้ชาวอเมริกันมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย
มีรายงานว่า ซีไอเอใช้วิธีการเดียวกันนี้กับนายโมฮัมหมัด และนักโทษอีกอย่างน้อยสองคนคือนายอาบู ซูไบดาห์ นักโทษอัลไกดาคนสำคัญคนแรกที่ซีไอเอได้ตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนบางคนมองว่าการยอมรับเรื่องนี้ในบันทึกความทรงจำของบุช ในทางทฤษฎี อาจฟ้องร้องเอาผิดกับบุชได้ เพราะนี่เป็นอาชญากรรม แต่ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีใครเอาเรื่อง
มีเรื่องอะไรบ้างที่บุชเสียใจ...มีหลายเรื่องแต่ไม่ใช่การตัดสินใจทำสงครามโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซนของอิรักแม้ส่งผลให้อิรักยังระส่ำระสายมาจนทุกวันนี้ บุชยังยืนยันว่า นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง สหรัฐปลอดภัยขึ้นเมื่อไม่มีจอมเผด็จการผู้ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาอาวุธทำลายล้างสูง และสนับสนุนสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในตะวันออกกลาง แต่ที่เสียใจก็คือ การไม่ได้จัดการรับมืออย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์ในอิรักเสื่อมทรามลงหลังจากระบอบซัดดัมล่มสลาย การด่วนลดจำนวนทหารลงอย่างรวดเร็วคือความล้มเหลวที่สำคัญที่สุดในสงครามอิรัก และบุชยังคงรู้สึกแย่เอามากๆ ทุกครั้งที่คิดถึงความล้มเหลวในการค้นหาอาวุธทำลายล้างสูงในอิรัก
แต่ที่คาดไม่ถึงคือเรื่องที่ทำให้บุช ผู้เป็นถึงผู้นำมหาอำนาจนำพาประเทศชาติเข้าสู่สงคราม และแบกรับการเยียวยาวิกฤติการเงินครั้งเลวร้ายสุดในประวัติศาสตร์ รู้สึกตกต่ำสุดขีดตลอดระยะเวลาการเป็นประธานาธิบดี คือการถูก เคน เวสต์ นักร้องเพลงแร็พผิวสี ตราหน้าว่าเป็นพวกเหยียดผิว
เมื่อปี 2548 เคน เวสต์ ได้ปรากฏตัวต่อหน้าชาวอเมริกันหลายล้านผ่านจอทีวี ในงานระดมทุนช่วยผู้ประสบภัยจากพายุเฮอริเคนแคทรีนาในรัฐหลุยเซียนา โดยมีไมค์ ไมเออร์ส ดาราตลกหน้าตายยืนเคียงข้าง ว่า "จอร์จ บุช ไม่เคยแคร์คนผิวดำ" คำพูดของเวสต์ยิ่งกระพือการถกเถียงในระดับชาติในขณะนั้นว่าเหตุใดทำเนียบขาวถึงรับมือกับพายุได้ล่าช้ามาก
ห้าปีผ่านไป บุชยังไม่ลืม ถ้อยคำกล่าวหานี้ยังก้องอยู่ในหูและรู้สึกแย่ทุกครั้งที่นึกถึง บุชให้สัมภาษณ์กับเอ็นบีซีว่า "ผมเจอคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายในฐานะประธานาธิบดี ไม่ชอบเวลาได้ยินคนว่าผมโกหกเรื่องอาวุธทำลายล้างสูงในอิรัก หรือลดภาษีเพื่อเอื้อประโยชน์คนรวย แต่การบอกว่า ผมเป็นพวกเหยียดผิวเพราะการรับมือกับพายุแคทรีนาไม่ดีนั้น ถือเป็นช่วงตกต่ำที่สุดของการเป็นประธานาธิบดี และข้อกล่าวหานี้ ไม่ใช่ความจริง"
บุชเสียใจและยอมรับว่าการรับมือกับพายุแคทรีนา เป็นความผิดพลาดของรัฐบาล ในฐานะของผู้นำรัฐบาล เขาควรได้ตระหนักและรู้ถึงความบกพร่องให้เร็วกว่านี้
นิวยอร์ก ไทม์ส, การ์เดียน, ดีพีเอ
บายไลน์ อุไรวรรณ นอร์มา



