ข่าว

 ทำไมไม่รวย !!!

ทำไมไม่รวย !!!

07 พ.ย. 2553

นอกจากดิฉันจะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่า ทำงานหนัก แต่ทำไมไม่รวย (เหมือนที่คนอื่นคิด) แล้ว หลายๆ ครั้ง ดิฉันก็เบื่อคำถามแบบนี้ที่ผู้คนทั้งที่มักคุ้นและไม่มักคุ้นชอบถาม และที่สำคัญคือ ไม่มีใคร “เชื่อ” ในคำตอบ ซึ่งคนทำงานหนักหลายคนก็คงอยู่ในสภาพไม่ต่างจากกัน

ทั้งๆ ที่เราไม่เที่ยว ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ทำมาหาเก็บเป็นส่วนมาก ทำมาหากินเป็นส่วนน้อย แต่ก็ไม่ร่ำรวยสักที แล้วต้องทำงานหนักอีกแค่ไหน หรือต้องประหยัดอีกแค่ไหน ถึงจะบรรลุเป้าหมายทางการเงิน

 ไม่ต้องหาคำตอบให้วุ่นวายแล้วค่ะ เพราะมีคนชี้ทางสว่างให้แล้ว หลังจากดิฉันไปเพลินๆ ในชุมชนของคนอยากมั่งคั่ง “เวลธ์ ไซโซตี้” (Wealth society) ก็ไปเจอบทความที่ ดร.กฤษฎา เสกตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเนื้อหาและหลักสูตร สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เขียนเรื่อง “ความมั่งคั่ง..เมื่อไหร่จะมีกับเขาสักที”

 บอกตรงๆ ว่า เห็นแล้ว จิ๊ดเลย ..ประมาณว่า มันเป็นอย่างนี้นี่เอง แต่ดิฉันขออนุญาตหยิบยกมา “ย่อย” ให้อ่านอย่างง่าย เพราะบางช่วงบางตอน ศัพท์เทคนิคก็เยอะทีเดียวค่ะ

ดร.กฤษฎา บอกว่า มีความเข้าใจผิดอยู่ 2-3 ประการ ที่ทำให้ทำยังไงก็ไม่รวยสักที

ความเข้าใจผิดประการที่ 1 : การมีงานทำเป็นทางเดียวที่จะสร้างความมั่งคั่งได้

คำตอบในเรื่องนี้ ก็คือ ไม่ใช่เพียงแต่ “ทำงานหนัก” แต่ต้องเป็น “การทำงานอย่างฉลาด” ด้วย“การทำงานควรถูกมองว่า เป็นความไม่สะดวกสบายชั่วคราวเท่านั้น การทำงานช่วยให้เรามีกระแสเงินสดรับ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต และถ้าต้องการให้มีกระแสเงินสดรับสุทธิคงเหลือมากๆ ส่วนที่เหลือมาจากการทำงานจะมีอยู่จำกัด ลองคิดดูว่า คุณจะออมได้มากที่สุดเท่าไร หลังจากหักค่าใช้จ่ายไปแล้ว ทางที่ดีคุณจะต้องเรียนรู้วิธีสร้างกระแสเงินสดรับเพิ่มเติมจากสินทรัพย์อื่นๆ นอกจากตัวคุณซึ่งเป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวที่มุ่งหารายได้จากการทำงาน”

ดร.กฤษฎา บอกว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราต้องทำงาน ตั้งใจทำงานให้ก้าวหน้าเติบโตต่อไป และเก็บเงินเก็บทองเพื่อให้เกษียณได้อย่างมั่นใจว่า จะมีเงินไว้ใช้จ่ายได้อย่างเพียงพอ ที่จริงความคิดเช่นนี้ไม่ผิด เพราะการเก็บออมเงินจากรายได้ ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด เป็นฐานของการสร้างความมั่งคั่ง แต่การขยายความมั่งคั่งจากเงินออมของมนุษย์เงินเดือนทำได้ไม่เร็วนัก

ลองดูหลักการที่อธิบายเกี่ยวกับความมั่งคั่งไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะรักงานที่ทำมากเพียงใด ถ้ามันไม่ได้ก่อให้เกิดผลทวีคูณเกี่ยวกับความมั่งคั่ง ก็ให้จงเชื่อเถิดว่า การพึ่งพิงรายได้จากการทำงานเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่วิถีทางทำให้เกิดผลอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่งคั่งได้
ความเข้าใจผิดประการที่ 2 : การฝากเงิน คือ การลงทุนที่ดี

การออมเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน เป็นรากฐานการสร้างความมั่งคั่ง ประเด็นเรื่องการออมนี้ ความสำคัญอยู่ที่การมีวินัยที่จะออมอย่างสม่ำเสมอ และต้องเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อยๆ จึงจะได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม คนที่มีความมั่งคั่งจะไม่เคยคิดเลยว่า เงินออมที่ได้จากกระแสเงินสดรับสุทธิ แล้วนำไปฝากธนาคารจะช่วยสร้างความมั่งคั่งได้

ให้ระลึกไว้ว่า เงินออมในรูปเงินฝากของคุณถือว่า อยู่ในสถานะสินทรัพย์สภาพคล่องที่มีผลตอบแทนไม่สูงมาก และเรานำมาอยู่ในสถานะนี้ชั่วคราวเท่านั้น มันรอคอยให้เรากระจายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า อาจจะมีสภาพคล่องไม่สูงเท่า แต่เราต้องมาตอบว่า เราต้องการสภาพคล่องขนาดไหน ขนาดที่จะต้องมีเงินฝากเป็นสินทรัพย์การเงิน 100% ที่เราถือครองหรือไม่

คนส่วนใหญ่อ้างว่า การฝากธนาคารมีความปลอดภัย (ข้อนี้ก็ต้องพิจารณาว่าในอนาคตรัฐบาลจะไม่ค้ำประกันเงินฝากเต็มจำนวนแล้ว) อันนี้น่าจะเป็นความเคยชิน ความคุ้นเคยของเรามากกว่าลองมองย้อนไปดูว่า ฝากเงินมาหลายปีแล้ว เรารวยขึ้นขนาดไหน ถ้าประเด็นคือ คุณต้องการความมั่งคั่งคุณก็ต้องเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะ ออมอย่างฉลาด

ความเข้าใจผิดประการที่ 3 : การมีหนี้สินเป็นสิ่งที่เลวร้าย จงหลีกหนีให้ไกลเหมือนเชื้อโรค

ดร.กฤษฎา บอกว่า อันนี้เริ่มต้นก็ต้องชี้แจงก่อนว่า ไม่ได้มาสนับสนุนให้ทุกคนเป็นหนี้ ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่มีภาระหนี้สูงมักจะมาจากการบริโภค ซึ่งหนี้ประเภทนี้ที่ควรหนีให้ไกลเหมือนเวลาเจอเชื้อโรค เพราะเป็นตัวบั่นทอนความมั่งคั่ง ทำให้ฐานเงินออมเราลดลง ค่านิยมของการซื้อของมาบริโภค และทำให้ดูเหมือนว่า “มีภาพของความมั่งคั่ง” เป็นค่านิยมที่ไม่ได้ช่วยให้เกิดความมั่งคั่งที่แท้จริงได้เลย
แต่การมีหนี้ประเภทที่เกิดจากการลงทุน เป็นอีกคนละเรื่อง ลองนึกถึงตัวอย่างการซื้อบ้านซึ่งมีราคาแพง บางครั้งเรามีเงินไม่พอ ต้องไปกู้ธนาคารมาบางส่วน การเกิดหนี้ประเภทนี้ทำให้ได้สินทรัพย์มาถือครอง เพื่อใช้ประโยชน์ในระยะยาว ซึ่งอาจทำกำไรให้ผู้ลงทุนได้ แต่ผู้ลงทุนก็ต้องมีภาระการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งต้องไปบริหารจัดการรายได้รายจ่ายของตนเองให้ดี ไม่ลงทุนอะไรเกินความสามารถที่จะทำให้กระแสเงินสดสุทธิมาจ่ายได้

หนี้ประเภทที่เกิดจากการลงทุน ก็เหมือนหนี้ประเภทอื่นที่พอเราจะกู้ ก็เกิดความกังวลว่าจะจ่ายได้ไหม ไม่มีใครอยาdเป็นหนี้ แต่ถ้าการก่อหนี้เป็นเครื่องมือให้คุณเป็นไททางการเงินได้ในอนาคต อันนี้ก็น่าสนใจนะครับ

ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ ดร.กฤษฎาบอกว่า “คนรวย” คิดแบบนี้ ดังนั้น สิ่งที่คนยังไม่รวยต้องเริ่มต้นคือ ลองคิดแบบคนรวยดูบ้าง

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]