ข่าว

 “ฝากบัญชีไม่ได้มีแค่แบบเดียว”

“ฝากบัญชีไม่ได้มีแค่แบบเดียว”

07 พ.ย. 2553

ถ้าพูดถึงรูปแบบการออมเงิน ผมว่าเบสิกสุดๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่น่าจะรู้จักก็คือการเอาเงินไปฝากธนาคาร หรือที่พวกเราพูดติดปากว่า “ฝากแบงก์” ครับ

 ผมเองก็รู้จักวิธีนี้จากพ่อแม่ที่เคยสอนตั้งแต่เด็ก โดยทันทีที่ได้หยอดเงินจนเต็มกระปุก เราก็จะจูงมือพร้อมหน้าไปธนาคารออมสินใกล้บ้าน เพื่อเปิดบัญชีและพี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็มักจะใจดีให้ของที่ระลึกติดมือกลับบ้านเสมอ

 กระทั่งโตขึ้น นิสัยการฝากแบงก์ของผมก็ยังไม่หมดไป กล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นส่วนใหญ่ของการลงทุนของผมซะด้วยซ้ำ

 ไหนๆ แล้ว วันนี้ผมจึงขออนุญาตบอกเล่าวิธีคิดในการฝากแบงก์ให้เพื่อนนักอ่านเป็นแนวทาง ใครจะเอาไปใช้ หรือคิดต่าง ไม่นิยมวิธีของผม เราก็ไม่ว่ากัน

 ในทัศนคติของผม การฝากแบงก์ มีอยู่ด้วยกันสี่รูปแบบใหญ่ๆ ครับ

 อย่างแรก เป็นบัญชีพื้นฐาน ทุกคนควรมี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบัญชีออมทรัพย์ ที่ผูกกับเงินเดือน และมักจะมีบัตรเอทีเอ็มเพื่อความคล่องตัวในการเบิกถอน เนื่องจากบัญชีนี้ไม่ค่อยให้ดอกสูง ผมจึงไม่ค่อยสนใจ หลักใหญ่กว่าคือผมใช้เป็นตัวหมุน และเตือนตัวเองให้มีเงินก้นถุงในบัญชีนี้อย่างน้อยสามสี่เท่าของรายได้ เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ยังไงก็มีเงินสดสำรองใช้ไปสักระยะ ไม่ต้องเบียดบังบัญชีเล่มอื่น

 อย่างที่สองคือ บัญชีเพื่อการออมระยะยาว ซึ่งเป็นบัญชีที่ควรมีไม่แพ้แบบแรก มีให้เลือกหลากหลาย จะเอาประจำกี่เดือนก็ได้ เน้นที่ความอดทนเป็นหลัก ดอกเบี้ยก็สูงต่ำตามกัน ซึ่งส่วนตัวผมชอบกระจายความเสี่ยง จึงเลือกฝากแบบสั้นๆ ปนกับกลางๆ คือสิบสองและยี่สิบสี่เดือน 

 ใครที่คิดจะมีบัญชีประเภทนี้ สาระสำคัญอยู่ที่ต้องสร้างกิจให้ติดเป็นนิสัย โดยทุกเดือนก็ควรจะเจียดเงินจากบัญชีประเภทแรกมาฝากกองไว้ และต้องตั้งใจไม่ถอน ผมแนะนำให้เก็บสมุดในที่ลับ ไกลหูไกลตายิ่งดี เอะอะจะได้ไม่ไปคว้ามาถอน แต่ก็ต้องใกล้ความทรงจำ แบบไม่ทำให้ลืมด้วย

 บัญชีต่อมา คือบัญชีการออมเพื่อการศึกษา ที่เดี๋ยวนี้หลายๆ ธนาคารต่างก็มีผลิตภัณฑ์การเงินประเภทนี้ไม่น้อยหน้ากัน คนที่มีครอบครัวน่าจะชอบ เพราะมีผลตอบแทนไม่ขี้เหร่ และอีกอย่าง เป็นการจัดสรรเฉพาะเพื่อใช้ในการศึกษาของบุตรหลานตัวเอง

 การแยกเป็นบัญชีนี้ต่างหาก จะดีตรงที่เป็นเงินออมที่ไม่มีใครกล้าเสี่ยง แบบถอนก่อนกำหนด หากเกิดเหตุไม่คาดคิด อย่างน้อยก็อุ่นใจ เพราะเท่ากับได้กันสำรองไว้แล้ว

 สุดท้ายของผม คือบัญชีเพื่อการลงทุน ซึ่งผมมักจะเปิดอีกบัญชีไว้ เมื่อสบจังหวะดีๆ ก็หาธุรกิจที่น่าสนใจไว้ทำกับเพื่อนฝูง พี่น้อง โดยผมไม่เน้นให้มีเงินมากมายในบัญชี แค่พอประมาณก็พอ ครั้นจะทำจริงๆ ก็จะกู้ด้วย ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงในตัว

 เหตุที่ผมแยกออกเป็นบัญชีที่สี่ เพราะหลักคิดของผมง่ายๆ คือ หากจะเสี่ยงทำการค้า เราต้องไม่เจ็บตัว ถ้าเกิดไปไม่รอดขึ้นมา ก็เจ๊งแค่บัญชีเดียว อย่างน้อยบัญชีอื่นๆ ของเราก็ยังคงอยู่

 อ่านถึงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่า เพื่อนๆ คงได้หลายไอเดียของการฝากแบงก์ แถมบางคนอาจมีมากกว่านี้ด้วยซ้ำ

 แต่ใครที่มีน้อยกว่า ก็ไม่ต้องซีเรียสครับ ผมว่ายังไงซะก็ดีกว่าไม่มีสักกะบัญชีครับ

ชัยพล กฤตยาวาณิชย์
[email protected]