ข่าว

ในหลวงพระราชทานพวงมาลาปลัดจะนะ

ในหลวงพระราชทานพวงมาลาปลัดจะนะ

06 พ.ย. 2553

"ในหลวง"พระราชทานพวงมาลาวางหน้าหีบศพปลัดอำเภอจะนะ พระเทพฯพระราชทานถุงยังชีพ 2 พันชุดผู้ประสบภัยภาคใต้ ผบ.ตร.ถกแนวทางช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม หวั่นอาชญากรรมเพิ่มหลังน้ำลด "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" ลงพื้นที่สำรวจและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ตรังและพัทลุง ยันมีเงินที

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 6 พ.ย. เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนศพ ว่าที่ ร.ต.วัชรัตน์ บุญฤทธิ์ อายุ 32 ปี ปลัดอำเภอจะนะ จ.สงขลา หลังจากเสียชีวิตเนื่องจากจมน้ำขณะออกปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม โดยพบศพห่างจากคลองบ่อเล บ้านนาหว้า ต.ป่าชิง อ.จะนะ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา นำมาตั้งศพที่วัดพัฒนารามพระอารามหลวง หรือวัดหลวงพ่อพัฒน์ เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี โดยมีนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัด มาร่วมรับศพเป็นจำนวนมาก  

 จากนั้นในเวลา 19.00 น.ของวันนี้ ( 6 พ.ย.) ผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ นำพวงมาลาพระราชทานเคารพศพและทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพที่วัดแห่งนี้เป็นคืนแรก ก่อนจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 8 พ.ย.53 นี้

พระเทพฯพระราชทานถุงยังชีพ2พันชุดผู้ประสบภัยภาคใต้

 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าหน้าที่กองราชเลขานุการในพระองค์จัดถุงยังชีพพระราชทาน ประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค และยาสามัญประจำบ้าน จำนวน 2,000 ถุง ส่งผ่านไปให้หน่วยเฉพาะกิจสิรินธรเป็นการเร่งด่วน เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่ความช่วยเหลือยังไปไม่ถึง เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า

ผบ.ตร.ถกแนวทางช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานตำวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) ผ่านทางระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค1 และ 3 เพื่อวางมาตรการเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยหลังน้ำลด รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำ และช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

 พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ในการให้การช่วยเหลือประชาชนจะมีการร่วมมือกับภาคเอกชน ในการซ่อมแซมบ้านเรือนของผู้ประสบภัย โดยใช้กำลังตำรวจในพื้นที่และตำรวจตระเวนชายแดน โดยจะเน้นพื้นที่บช.ภ.1และ 3 ก่อน จากนั้นจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ยังได้กำชับให้ตำรวจทุกท้องที่วางมาตรการดูแลป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมหลังน้ำลด

 พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวถึง กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ออกมาระบุว่าจะมีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในช่วงเดือนพ.ย.นี้ ว่า การข่าวของดีเอสไอและตำรวจตรงกัน ว่า จะมีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในลักษณะป่วนเมืองหรือก่อนกวนสร้างความสงบ เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งตำรวจไม่ประมาทมีการสั่งกำชับแต่ละหน่วยโดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้มในการตั้งด่านตรวจ จุดสกัดต่างๆ โดยสนธิกำลังกับฝ่ายทหาร
 
 "การเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยดีกว่าเมื่อก่อน มีการทำงานกันเป็นระบบมากยิ่งขึ้น แม้ก่อนหน้านี้ตำรวจจะพยายามอย่างมากที่สุดในการป้องกันเหตุ แต่ก็ยังจะมีการก่อเหตุบ้าง ซึ่งเราก็ได้มีพัฒนาการทำงานให้เข้มข้นมากขึ้น "ผบ.ตร.กล่าว

 พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวถึง การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อรำลึกครบรอบ 6 เดือน เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ซึ่งจะจัดกันในวันที่ 19 พ.ย.ที่จ.อุดรธานี ว่า จากการประเมินเชื่อว่าจะมีผู้ชุมนุมเข้าร่วมจำนวนมาก เนื่องจากมีระดับแกนนำ อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายจตุพร พรหมพันธุ์ และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย มาร่วมด้วย ซึ่งได้สั่งกำชับให้บช.ภ.4 วางกำลังดูแลรวมทั้งประสานกับแกนนำอย่างใกล้ชิด โดยมาตรการต่างๆ ที่ใช้จะเหมือนกับการชุมนุมที่จ.อยุธยา นอกจากนี้จะขอความร่วมมือกลุ่มผู้ชุมนุมในการตรวจค้นอาวุธ สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ เชื่อว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

สาทิตย์ลงพื้นที่ตรัง-พัทลุงเยียวยาน้ำท่วม

 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจากการที่ได้เกิดฝนหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา และล่าสุดได้รับการรายงานว่าเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดดินถล่มในพื้นที่ ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง โดยตนเองได้สั่งการให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณสาธร วงศ์หนองเตย ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนหนึ่งเห็นว่าเกิดจากฝนที่ตกหนักและมีน้ำสะสม รวมทั้งตรังเป็นหนึ่งใน 5 ที่มีฝนตกหนักเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา เกิน 100 มม.

 นอกจากนั้นเห็นว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ป่าไม้ถูกทำลายไปมาก บนภูเขามีแต่ต้นยางพารา และต้นยางพาราเองก็ไม่มีรากแก้วที่จะยึดหน้าดิน ซึ่งเห็นว่าการเกิดภัยพิบัติครั้งนี้ เราจะต้องกลับมาทบทวนกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแผนอนุรักษ์ หรือแผนการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะการที่เกิดดินสไลท์ในอำเภอนาโยง จะได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้าไปดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน

 ส่วนการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ทั่วประเทศ นายสาทิตย์ ได้กล่าวว่าขณะนี้การเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมมีหลายรูปแบบ เช่น ความเสียหายด้านพืชผลทางการเกษตร ซึ่งทาง ครม.ก็ได้เห็นชอบไปแล้ว ล่าสุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ กรณีความเสียหายของสวนยางพารา ที่โดนพายุพัดถล่ม และเสียหายจากน้ำท่วม นำเข้าพิจารณา

 ในส่วนของการชดเชย 5 พันบาทแก่ครัวเรือนที่ประสบภัย ในหลักการรัฐบาลก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว ในบ้านถูกน้ำท่วมและขนสิ่งของไม่ทัน หรือท่วมเกิน 7 วัน หรือกรณีใดกรณีหนึ่ง โดยเฉพาะในภาคใต้เข้าเกณฑ์ที่รัฐบาลต้องจ่ายหลายพื้นที่ ตอนนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลไปก่อน จะพิจารณาของ ครม.อีกครั้งในวันอังคารนี้ คาดว่าจะมีหลายหมื่นครัวเรือนที่เข้าหลักเกณฑ์นี้

 สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลจะสามารถอนุมัติจ่ายให้กับผู้ประสบภัยได้ทันที นายสาทิตย์ ได้กล่าวว่าขณะนี้รัฐบาลได้ตั้งงบกลาง ที่ได้ตั้งไว้แล้วจำนวน 2 หมื่นกว่าล้านบาท ในกรณีเยียวยาและชดเชยเบื้องต้น และครัวเรือนที่เสียหาย ชดเชยครัวละ 5 พันบาทตั้งไว้ 3,500 ล้านบาท เชื่อจะเพียงพออย่างแน่นอน แต่ละจังหวัดสามารถจ่ายได้ทันที โดยตนได้ประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบอุทกภัยผ่าน วีดีโอ คอนฟอเร้น ทั้ง 38 จังหวัด ได้เน้นย้ำให้จัดทำข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ โดยย้ำว่าที่ใดทำข้อมูลเสร็จก่อน ก็ให้จ่ายเงินได้ก่อน เพราะขณะนี้เงินที่จะจ่ายพร้อมแล้ว

 แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันเงินรั่วไหล หรือเกิดการทุจริตในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ นายสาทิตย์ ได้กล่าวว่า มีหลักการอยู่แล้ว คือ จ่ายตามสำเนาทะเบียนบ้าน หรือที่อำเภอรับรอง หัวหน้าครอบครัว จะต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาการจ่ายเงินรั่วไหล หรือการทุจริตเกิดขึ้น จะมีการตรวจสอบตลอด

 ส่วนการช่วยเหลือหลังจากน้ำลด ขณะนี้ได้มีการประชุมกระบวนการฟื้นฟู ในทุกจังหวัดที่น้ำเริ่มลดแล้ว โดยใช้พลัง 3 ประสาน ข้าราชการ ภาคเอกชนในจังหวัด ภาคประชาชนเข้ามาช่วย จะมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีเครื่องมือพร้อม และเน้นย้ำให้ทุกจังหวัด จะต้องมีการเตือนภัยให้ประชาชนรับทราบ จะต้องมีการอพยพประชาชนไปสู่ที่ปลอดภัยให้ทัน เมื่อเกิดเหตุจะต้องเยียวยาทันที

 ทั้งนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจพื้นที่นำท่วมในพื้นที่ อ.เมืองตรัง เพื่อตรวจสอบพนังกั้นแม่น้ำตรัง ที่เกิดรอยร้าว หลังจากที่เคยพังทลายแล้วเมื่อปี 2548 ตรวจสอบพื้นที่ อ.ห้วยยอด และ จ.พัทลุง ต่อไป

สั่งเฝ้าระวังพนังกั้นแม่น้ำตรังในพื้นที่5ตำบล

 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดในพื้นที่ จ.ตรัง ว่า โดยภาพรวมในพื้นที่ที่ได้ผลกระทบอย่าหนักก่อนหน้านี้ ช่วงระหว่างวันที่ 2-5 พ.ย.53 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ 9 อำเภอ 9 เทศบาล 64 ตำบล 432 หมู่บ้านนั้น ส่วนใหญ่มีสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ และในหลายพื้นที่ระดับน้ำได้ลดลงเป็นปกติแล้ว ในขณะที่ท้องฟ้าก็ปลอดโปร่ง และไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ผู้คนต่างออกมาช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน และขนย้ายข้าวของกลับไปจัดวางตามปกติ

 อย่างไรก็ตาม สำหรับน้ำที่ไหลหลากมาทางฝั่งทิศตะวันออก จากเทือกเขาบรรทัด และน้ำที่ไหลหลากมาทางฝั่งทิศเหนือ จากแม่น้ำตรัง ยังคงเอ่อล้นเข้าท่วมอย่างหนักในบริเวณที่ราบลุ่ม พื้นที่อำเภอเมืองตรัง 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลบางรัก ตำบลนาตาล่วง ตำบลหนองตรุด ตำบลนาท่ามเหนือ และตำบลนาท่ามใต้ เนื่องจากมีบางจุดที่พนังกั้นน้ำพังลงมาบางส่วน และบางจุดต้องเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง เพราะยังคงมีกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและรุนแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะให้พนังกันน้ำพังลงมาเพิ่มเติมได้อีก

 สำหรับผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมทั้งหมด 3 คน นายโส เหมกุล ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดตรัง ได้เป็นตัวแทนไปมอบเงินสงเคราะห์ให้แล้ว 2 คนๆ ละ 5 หมื่นบาท ประกอบด้วย นายจิตร สุดมิ่ง อายุ 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะเปียะ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง และนายพงทิพย์ จริงจิตร อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 1 ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ส่วนที่เหลืออีก 1 คน คือ นายเปลื้อง เหมือนแก้ว อายุ 58 ปี ชาวตำบลนาชุมเห็ด อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสาร

น้ำท่วมวัดท่าจีนพระ-เณรพายเรือบิณฑบาต

 ขณะนี้มีหลายพื้นที่น้ำลดลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ยังมีน้ำท่วมขังและน่าเป็นห่วง เช่น ที่วัดประสิทธิชัย หรือวัดท่าจีน ซึ่งตั้งอยู่ ม.1 ต.บางรัก อ.เมืองตรัง ติดกับแม่น้ำตรัง น้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมบริเวณวัด ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้พระ 27 รูปและเณรอีก 64 องค์ ต้องอพยพขนย้ายทรัพย์สินที่มีค่าส่วนตัว และของทางวัดไปอยู่ชั้นบนที่มีความปลอดภัย

 ด้านพระครูศรีปัญญาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอเมืองตรัง และเจ้าอาวาสวัดประสิทธิชัย อ.เมืองตรัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ระดับน้ำภายในวัดได้ลดระดับลงเล็กน้อย แต่บางจุดโดยเฉพาะที่บริเวณอุโบสถ ระดับน้ำสูงถึง 60 ซม.ต้องใช้เรือท้องแบนที่ทางราชการนำมาถวายออกรับบิณฑบาต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวกล่องและน้ำดื่มที่ทางญาติโยมและทางเทศบาลนครตรัง นำมาถวาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพระและเณร จึงทำให้ระยะนี้ทางวัดต้องงดการประกอบศาสนกิจเป็นการชั่วคราว รวมทั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม ก็ต้องหยุดการเรียนการสอนพระและเณร จนกว่าระดับน้ำจะลดลง

 อาตมาคาดว่า คงจะใช้เวลาหลายวันปริมาณน้ำจะลดระดับลง เพราะสภาพพื้นที่ของวัดอยู่ติดกับแม่น้ำตรังประกอบกับเป็นพื้นที่ราบลุ่มและอยู่ต่ำกว่าระดับถนน ประมาณ 1.30 เมตร ซึ่งเป็นพนังกั้นน้ำอย่างดีไม่ให้ทะลักไหลเข้าท่วมอีกฝั่งและเมื่อมีน้ำทะเลหนุนเข้ามาด้วย จึงทำให้มีน้ำท่วมขังและระบายออกได้ยาก

 ส่วนทรัพย์สินของทางวัดที่รับความเสียหาย นั้น ขณะนี้ยังประเมินราคาไม่ได้ เพราะต้องรอหลังน้ำลด จึงจะสำรวจความเสียหายได้ เบื้องต้นที่ได้รับความเสียหายแล้ว จำพวกวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างมณฑปจัตุรมุข หลวงพ่อวัน มะนะโส ซึ่งเริ่มก่อสร้างแล้วกว่า 50 % แต่ต้องหยุดชะงักไป เพราะทรายและหินถูกน้ำท่วม ส่วนพระพุทธรูปรวมทั้งรูปหล่อหลวงพ่อวัน มะนะโส พระเกจิอาจารย์ชื่อดังและอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งประดิษฐานอยู่ในอุโบสถและทรัพย์สินมีค่าอื่น ได้ขนย้ายไปเก็บในที่ปลอดภัยล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ได้รับความเสียบหายแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาทางวัดมีการเตรียมพร้อมป้องกันระวังภัยน้ำท่วมมาโดยตลอด เนื่องจากอยู่ติดกับแม่น้ำตรัง ประกอบกับเมื่อปี 2548 ทางวัดเคยมีบทเรียนจากการถูกน้ำท่วมจนทรัพย์สินได้รับความเสียหายมูลค่ากว่า 8 แสนบาท

 ด้านนายประยูร หนูสุก วัฒนธรรม จ.ตรัง ได้สรุปวัดที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมใน จ.ตรัง รวม 44 แห่ง โดยเฉพาะ อ.เมืองตรัง และ อ.นาโยง เสียหายมากสุด อำเภอละ 12 แห่งเท่ากัน และ อ.ห้วยยอด ส่วนโบราณสถาน ล่าสุดได้ให้นักวิชาการลงพื้นที่สำรวจแล้ว ยังไม่พบเสียหายแต่อย่างใด แม้ว่าภายในวัดจะถูกน้ำท่วมก็ตาม เพราะอยู่สูงกว่าระดับน้ำที่จะท่วม ขณะที่มัสยิดเสียหาย 1 แห่ง ที่ ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง

ชินวรณ์เผยร.ร.นครศรีฯ 2,700พิษน้ำท่วม

 ที่โรงเรียนบ้างบางใหญ่ ต.บางจาก อ.เมือง นครศรีธรรมราช นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมด้วยนางสาวนริศา อดิเทพวรพันธ์ สส.เขต1 , นายพิชัย บุญยเกียรติ นายกอบจ.นครศรีธรรมราช และคณะได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมพร้อมแจกเครื่องอุโภคบริโภคแก่นักเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยได้กล่าวหลังการมอบสิ่งของว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ในทั่วประเทศค่อนข้างที่จะวิกฤตกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะสถานศึกษาทั่วประเทศได้รับผลกระทบแล้ว 2 , 700 แห่งซึ่งทางกระทรวงจะได้นำมาตรการการช่วยเหลือและฟื้นฟูมาดำเนินการหลังจากนี้โดยทางครม.ได้อนุมัติงบประมาณ36ล้านบาทเพื่อใช้ในการช่วยเหลือ ซึ่งตนได้สั่งการให้ผอ.เขตการศึกษาแต่ละพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสถานศึกษารายงานผลกระทบหากสถานศึกษาใดนักเรียน เสียหายมากทางกระทรวงฯก็จะให้เรียนฟรี15ปี หลังจากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้บอกว่าในวันพรุ่งนี้นายกรัฐมนตรีจะเดินทางลงมาตรวจเยี่ยมที่ต.ควนทอง อ.ขนอม นครศรีธรรมราชซึ่งเป็นจุดที่ภูเขาถล่ม

 ส่วนความช่วยเหลือต่างๆนั้นได้ทยอยลงพื้นที่จำนวนมากตั้งแต่ช่วงเช้าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 16 จังหวัดภาคใต้ ได้รวมตัวกันนำเอาเครื่องอุปโภคบริโภคมาที่สมาคมเต็กก่าจี้คุงเกาะนครศรีธรรมราช ก่อนที่เคลื่อนขบวนคาราวานออกไปแจกจ่ายให้ประชาขนในพื้นที่อำเภอรอบนอกของนครศรีธรรมราช และในพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา ในจุดที่ยังได้รับการดูแลน้อยกว่าในพื้นที่ชั้นใน

 ขณะเดียวกัน พ.ต.อ. กิตติศักดิ์ สุวัฒนกุล ผกก.5 ป.พร้อมด้วยนาง สุภาพ ขุนศรี นายกสมาคมส่งเสริมกีฬายิงปืนนครศรีธรรมราช ได้นำสิ่งของไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ท่ามกลางประชาชนที่มารอรับจำนวนมากที่โรงเรียนท่านครญาณวโรภาสอุทิศ ต.ปากนคร อ.เมือง

ก.พลังงานระดมทุนบริษัทปิโตรเลียม12.3ล.ช่วยน้ำท่วมใต้

 นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัย ดินถล่มที่เกิดขึ้นในภาคใต้เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงในรอบหลายปีที่ผ่านมาซึ่งส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนของกระทรวงพลังงานได้มีการระดมความร่วมมือจากบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมทานในโครงการขุดเจาะปิโตรเลียมในพื้นที่อ่าวไทยจำนวน 11 บริษัท ประกอบด้วย บ.ปตท.สำรวจและผลิต บ.เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต บ.นิวคอสตอล ประเทศไทย บ.เพิร์ลออยประเทศไทย บ.ซาลามานเดอร์ บ.โททาลอีแอนด์พีไทยแลน บ.จีอีเอเชียแปซิฟิก สถาบันฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรด้านปิโตรเลียม บ.ซียูอีแอล บ.เอสเอฟเอสอะเวชั่น บ.ไซแอนติฟิค ดริวลิ่งอินเตอร์เนชั่นแนลอิงค์ ทั้งหมดได้มีความร่วมือกันเข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบในเบื้องต้น โดยกระทรวงพลังงานได้รับการบริจาคจากทั้ง 11 บริษัทเป็นยอดเงินถึง 12.3 ล้านบาท ถุงยังชีพ 21,000 ถุง เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนใน 4 จังหวัดดังกล่าว

 ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวต่ออีกว่า ในการระดมทุนนั้นเป้าหมายที่สำคัญคือการแสดงความร่วมมือร่วมใจบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้สบภัยทั้ง 4 จังหวัดเป็นเบื้องต้นก่อนคือนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา พร้อมกับถุงยังชีพและยังมีการระดมคาสราวานนักเรียนอาชีวะหว่า 200 คน ในจังหวัดสงขลาเข้าให้การช่วยเหลือสำรวจระบบไฟฟ้าในบ้านเรือนของประชาชนในจังหวัดสงขลาอีกด้วย กระทรวงพลังงานพร้อมเป็นเจ้าภาพและศูนย์กลางในเรื่องเหล่านี้เพื่อบรรเทาความเดอดร้อน โดยเฉพาะด้านความสะดวกในการดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อให้สภาพการณ์ดำรงชีวิตกลับคืนมาให้เร็วที่สุด