ข่าว

เสี้ยวนาที...เขาถล่มกระเตงลูกหนีตาย

เสี้ยวนาที...เขาถล่มกระเตงลูกหนีตาย

06 พ.ย. 2553

ดูเหมือนว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ กำลังเล่นแรงกับมนุษย์มากขึ้นทุกขณะแล้ว ภายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่เกือบทั้งประเทศ

 เดือดร้อนกันไปถ้วนทั่วทุกหย่อมหญ้า

 ทว่าที่สาหัสสากรรจ์กว่าใครเพื่อน คงหนีไม่พ้นอุทกภัยใหญ่ในพื้นที่ปักษ์ใต้ โดยเฉพาะพื้นที่เมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา

 เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชาวบ้านจำนวนมาก ต้องหนีตายขึ้นไปปักหลักอยู่บนหลังคาบ้านเป็นที่มั่นสุดท้าย       

 หลังพื้นที่หาดใหญ่เริ่มคลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทว่า ในพื้นที่นครศรีธรรมราช ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่วิกฤติจากภาวะฝนถล่มหนัก น้ำท่วมใหญ่ในหลายอำเภอ ยิ่ง จ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะ อ.สิชล และอ.ขนอม ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่มีภูเขารายล้อมเยี่ยงนี้ ก็ย่อมเสี่ยงต่อภาวะหินดินโคลนจากภูเขาถล่มลงมาอย่างเลี่ยงไม่ได้    

  ย่ำรุ่งวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หลังฝนถล่มลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาตลอดทั้งคืน รวมทั้งก่อนหน้านั้นอีก 2 วัน จึงทำให้ภูเขาที่หมู่บ้านเขาหลัก หมู่ 2 และหมู่ 6 ต.ทุ่งใส อ.สิชล ทรุดตัวลงมา เนื่องจากอุ้มปริมาณน้ำฝนที่ติดต่อกันหลายวันไม่ไหว

 ในที่สุดก็พังครืนลงมาทั้งก้อนหินขนาดใหญ่ ดินโคลน พ่วงด้วยน้ำป่า ส่งผลทำให้บ้านเรือนประชาชนพังเสียหายยับหลายหลัง ที่สำคัญหินดินโคลนยังไหลทะลักมาปิดถนนเส้นทางหลัก ทางหลวงหมายเลข 410 ช่วงกิโลเมตรที่ 71 ทำให้รถสัญจรไปมาไม่ได้

 กว่าเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้ามาเคลียร์พื้นที่ ก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายวันที่ 5 พฤศจิกายน

 ส่วนพื้นที่ใน อ.ขนอม พื้นที่รอยต่อกับ อ.สิชล ที่บริเวณหมู่บ้านคลองเหลง หมู่ 6 ต.ควนทอง อ.ขนอม ก็เกิดน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มเช่นเดียวกัน เนื่องจากลักษณะหมู่บ้านตั้งอยู่ในหุบเขา แต่ชาวบ้านรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสังเกตเห็นความผิดปกติจึงได้แจ้งเตือน ก่อนอพยพออกนอกพื้นที่ได้ทัน  

 อังคณา บุญฤทธิ์ สมาชิก อบต. หมู่ 6 ต.ทุ่งใส อ.สิชล บอกว่า เหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ยังดีที่ชาวบ้านที่รู้จักช่างสังเกตความผิดปกติ จึงทำให้ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตายจากเหตุการณ์นี้ แต่พื้นที่นี้ก็ยังเป็นพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ เพราะถ้าเกิดฝนตกลงมาซ้ำแบบหนักๆ อีก ก็จะทำให้ก้อนภูเขาที่เคลื่อนตัวทรุดออกมานั้นพังถล่มลงมาทั้งก้อน

 อังคณาย้ำว่า ช่วงดังกล่าวชาวบ้านได้อพยพไปอยู่ที่วัด และตามบ้านญาติ ซึ่งห่างจากพื้นที่เกิดเหตุประมาณ 2 กม. ซึ่งคิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยแล้ว โชคดีที่เราแจ้งเตือนให้อพยพทัน เพราะมีชาวบ้านสังเกตเห็นภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน เคลื่อนตัวทรุดลง หลังจากมีฝนตกหนักหลายวัน อบต. และตำรวจ จึงได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนที่อยู่ละแวกไปอยู่ในที่ปลอดภัย ซึ่งผู้คนได้อพยพก่อนเกิดเหตุประมาณ 10 ชั่วโมง

 "หนูตกใจมาก ตั้งแต่เกิดมาและอยู่ที่นี่มา 7 ปี ยังไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ตอนเกิดเหตุครอบครัวไม่ได้อพยพไปไหน ยังคงนอนอยู่ในบ้านกับลูก และแฟน รวมทั้งหมด 5 ชีวิต ก่อนจะเกิดเหตุฝนตกลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหวทั้งคืน สลับกับเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ" กัลยามาศ มะหมัด  ชาวบ้านที่ประสบเหตุเล่านาทีก่อนภูเขาถล่ม

 กัลยามาศเล่าว่า สิ้นเสียงฟ้าร้อง ก็ได้ยินเสียงเหมือนอะไรวิ่งมาแต่ไกลๆ จึงได้เรียกแฟนให้ออกไปดู ก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นอยู่ต่อหน้า เพราะมีก้อนหิน มีต้นไม้ มีกระแสน้ำมหึมา กำลังพุ่งตรงมาทางบ้านอย่างรวดเร็ว จากนั้นแฟนก็ได้ตะโกนให้หลบภัย จึงรีบคว้าลูกชายวัย 5 เดือนวิ่งออกจากบ้านลงมาที่ถนนด้านล่าง สภาพชีวิตตัวเองและครอบครัวในตอนนั้นใกล้กับความตายมากๆ 

 "ถ้าเกิดตอนนั้นหนูกับลูกๆ และแฟนนอนหลับไม่รู้สึกตัว หนีออกมาไม่ทัน คงจะได้ตายอย่างอเนจอนาถอยู่ใต้ซากต้นไม้ และก้อนหินที่ถล่มลงมาทับอย่างแน่นอน" กัลยามาศ เล่าสลับกับการถอนหายใจเฮือกใหญ่

 ขณะที่ ลัดดาวรรณ พ่วงภัย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องอพยพมาอยู่ในพื้นที่วัด เธอเล่าให้ฟังว่า รู้สึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่วัด ก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะตราบใดที่ฝนยังไม่หยุดตก ก็ยังจะคงลี้ภัยธรรมชาติที่วัดแห่งนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนข้าวของทรัพย์สินอื่นๆ ที่บ้าน ก็ให้พวกผู้ชายหมั่นไปตรวจดู เนื่องจากยังคงเป็นห่วงบ้านอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ขอเอาชีวิตให้รอดก่อน

 ลัดดาวรรณยังบอกด้วยว่า ชาวบ้านกว่า 10 ครัวเรือน ต้องอพยพออกนอกพื้นที่ บางรายก็ไปอยู่กับญาติที่คิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่ ก็จะมารวมตัวอยู่ที่ศาลาวัด โดยชาวบ้านและบรรดาสมาชิก อบต. ก็จะตั้งเป็นศูนย์อพยพไปโดยปริยาย ส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้หญิง เด็ก คนชรา และผู้ป่วย โดยมีบรรดาผู้ชายไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านในพื้นที่กับวัด

 เหตุครั้งนี้เชื่อว่าหลายคนคงจะหลอนไปอีกนาน แม้จะรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดก็ตาม

 หรือนี่เป็นการทวงคืนของธรรมชาติ ก็แล้วแต่จะคิด !!

มณเฑียร อินทะเกตุ