ข่าว

แนะสื่อตีข่าวหมากัดคนมากกว่าคนกัดหมา

แนะสื่อตีข่าวหมากัดคนมากกว่าคนกัดหมา

05 พ.ย. 2553

นายกฯชี้เกิดวิกฤติเพราะคนสุดโต่ง ลากสถาบัน-ศาลมายุ่งการเมือง แนะสื่อเสนอข่าวหมากัดคนมากกว่าคนกัดหมา

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 5 พ.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งถึงปัญหาทางการเมืองในการเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “เศรษฐกิจกับการเมือง” ที่ห้องประชุม บ.ย.ส.ชั้น 8 อาคารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษกว่า ปัญหาการเมือง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นปัญหาที่เป็นวิกฤติ และต้องบอกตรง ๆ ว่ายังหาทางออกไม่พบเพราะความขัดแย้งที่ฝังลึกลงไป นอกจากนี้นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า ไม่ต้องพูดถึงความปรองดองด้วยรัฐบาลแห่งชาติ หรือจะนิรโทษกรรมหรือไม่ เพราะปัญหาการเมืองยังสะท้อนความรุนแรง แต่ทั้งนี้ปัญหาลึกกว่านั้นเยอะ คือเรื่องการที่ต้องสร้างสังคมและวัฒนธรรมทางการเมืองหรือปรับพฤติกรรมค่านิยมให้การเมืองกลับมาเดินได้ ซึ่งตรงนี้สำคัญ ต้องจัดการด้วยกระบวนการกฎหมาย กระบวนการประชาธิปไตย เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับความแตกต่างและไม่ใช้ความรุนแรง

 นายกฯ กล่าวถึงวิกฤติการเมืองอีกว่า วิกฤติรอบนี้เป็นการลากกระบวนการยุติธรรมเข้าสู่ความขัดแย้ง ทั้งที่ประเทศไทยมีปัญหาการเมืองมาตลอด แต่กระบวนการยุติธรรมไม่เคยโดนแตะต้อง นี่ยังไม่รวมถึงสถาบันสูงสุดที่เราเคารพ แต่ก็ถูกบางฝ่ายนำลงมาสู่วังวนของความขัดแย้ง ดังนั้นทำอย่างไรเราถึงจะยืนยันหลักกฎหมายและประชาธิปไตย และปฏิเสธหลีกเลี่ยงความรุนแรง ยอมรับการแตกต่างทางความคิด นี่เป็นลักษณะของสังคมที่เราต้องเร่งสร้างให้ได้

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการสร้างความเกลียดชังทำได้ง่าย และมีเส้นแบ่งที่บางมากที่จะผ่านไปสู่ความรุนแรง ตนพูดตลอดว่าปัญหาเรื่องของสื่อสารมวลชนเป็นหัวใจ สื่อที่เป็นเครื่องมือของแต่ละกลุ่มทำให้คนเข้ามาแลกเปลี่ยนกันได้ยาก ความน่ากลัวคือคนมีทางเลือกขึ้นเยอะ บางคนดูทีวีช่องเดียว อ่านนสพ.ฉบับเดียวที่จะตรงข้ามกับอีกฉบับ ฉะนั้นอย่าว่าแต่คนสองคนนี้จะมีความเห็นไม่ตรงกันเลย เพราะแม้อะไรที่เป็นข้อเท็จจริงก็ยังยาก เพราะมีหลายชุดของข้อมูล

 “ผมไม่อยากทะเลาะกับสื่อเพราะไม่คุ้ม แต่ที่ผมมาเป็นนายกฯแล้วผมได้ไปร่วมงานของสื่อที่บอกว่าหมากัดคนไม่เป็นข่าวแต่ถ้าคนกัดหมาจะเป็นข่าว แต่ผมคิดว่าถ้าสื่อเสนอแต่คนกัดหมาประจำ ไม่เสนอมุมมองหมากัดคน สังคมก็จะเขวเพราะจะเป็นเรื่องปกติที่คนกัดหมา ถ้าเราเสนอแต่สิ่งที่หวือหวา สะใจ สุดโต่ง ให้ได้พื้นที่ลง คนก็จะมองเป็นเรื่องปกติไป และมันจะระบาดทุกวงการ เช่น ผมไม่ได้ว่าใครนะ แต่มีนักวิชาการคนหนึ่วพูดอะไรที่สุดโต่งก็มักจะเป็นข่าว แต่พอนักวิชาการที่ให้ความรู้ก็จะหายไปจากหน้าสื่อ ซึ่งเป็นความน่ากลัวของยุคปัจจุบัน”นายกฯ กล่าว

 นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึง สื่อสมัครเล่นด้วยว่า ใครก็เป็นสื่อได้ มีทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค บล็อค ก็ทำหน้าที่เป็นสื่อเรียบร้อย ถ้านำเสนอในทางสร้างสรรค์ก็เป็นประโยชน์ อย่างเช่นช่วงน้ำท่วมที่ผ่ามา แต่ในทางกลับกันใครอยากจะปล่อยข่าว อยากสร้างกระแสที่ไม่มีความจริง ก็ทำให้ความคิดของผู้คนในหลักหมื่นหลักแสนปั่นป่วนในเวลาอันสั้นได้ ไม่ทันมีเวลากลั่นกรองหรือย่อยก็อาจสร้างประเด็นใหม่ขึ้นมาได้ นี่คือความท้าทายว่าเราจะจัดการอย่างไร และไม่มีทางที่จะคิดกฎหมายควบคุม เพราะเป็นไม่ได้ แต่ที่เป็นภูมิคุ้มกันคือเรื่องของค่านิยมที่จะมีกฎกติกาของตัวเอง
 
 อีกตอนหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองความขัดแย้งในยุคนี้กับนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียว่า ตนเคยคุยกับนายกฯมาเลเซียทั้งที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยม และกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามว่า ยุคนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งของฝ่ายขวา-ฝายซ้าย มุสลิมกับคริสต์ คนผิวขาวกับคนผิวดำ แต่นี่เป็นความขัดแย้งของคนสุดโต่งกับคนที่มีความพอเพียง เพราะถ้าเมื่อไรทำให้คนที่มีความพอเพียงเป็นเสียงที่ดังกว่า เมื่อนั้นเราจะทำให้สังคมมีเสถียรภาพและลดความขัดแย้งลงได้ แต่เมื่อไรมีความสุดโต่งเสียงเป็นเสียงที่ดังกว่าความขัดแย้งก็จะไม่จบไม่สิ้น