ข่าว

ยุทธศาสตร์ปราบทุจริตยุคดิจิทัล

ยุทธศาสตร์ปราบทุจริตยุคดิจิทัล

06 พ.ย. 2553

ปัญหาการทุจริต และความไม่โปร่งใสถือเป็นปัญหาที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีเทคโนโลยีเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก

 ซึ่งมาพร้อมกับค่านิยมใหม่ในการดำรงชีวิตที่ไหลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงไปทั่วโลก ส่งผลให้เกิดค่านิยมใหม่ในการดำรงชีวิตโดยเน้นภาวะสุขนิยมมากขึ้น ลดความสำคัญของศีลธรรม จริยธรรม ซึ่งยิ่งทำให้วิกฤติการทุจริตมีความรุนแรงมากขึ้นเป็นสมการที่แปรผันโดยตรงกับความเจริญทางเศรษฐกิจ

 ปัจจุบันประเทศไทยติดอันดับโลกเรื่องการทุจริต โดยอยู่อันดับที่ 84 จาก 180 ประเทศทั่วโลกและอยู่อันดับที่ 10 จาก 23 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย อยู่ในระดับเดียวกับประเทศอินเดีย เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา และปานามา โดยมีดัชนีความโปร่งใสอยู่ระดับ 3.4 (ข้อมูลปี 2553 จาก องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ)

 จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่า สถานการณ์การทุจริตของประเทศมีจำนวนมากขึ้น และมีรูปแบบที่มีความหลากหลายมากขึ้น สังเกตจากเรื่องร้องเรียนที่ส่งเข้ามาให้ ป.ป.ช.พิจารณา โดยอาจแบ่งสัดส่วนเป็นการร้องเรียนระดับท้องถิ่น 60% และระดับชาติ 40% โดยมีนวัตกรรมการทุจริตที่หลากหลายมากขึ้น โดยปัจจุบันสามารถทุจริตแบบไม่ได้ลงทุน และไม่ได้ทำอะไรเลย ในขณะที่ในอดีตการทุจริต จะเป็นลักษณะชักเปอร์เซ็นต์ หัวคิว จาก 10-20% เพิ่มเป็น 30-40% แต่การทุจริตในปัจจุบัน สามารถรวบผลประโยชน์ได้ทั้ง 100% ทั้งนี้ จากความเสียหายจากการทุจริตทำให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคจะต้องรับภาระของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้นประมาณ 10% หรือสามารถคิดยอดโดยรวมระดับโลกประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10.5 ล้านล้านบาท

 สำหรับประเทศไทยนั้น การทุจริต อาจเกิดขึ้นจากค่านิยมที่สืบเนื่องเป็นวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีต ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยร่วมระหว่างสำนักงาน ก.พ. และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พบว่า คนไทยส่วนใหญ่มีค่านิยมหลักอยู่ 4 ประการ คือ บุญคุณนิยม หมายถึง ความกตัญญูกตเวทิตา รู้คุณและตอบแทนบุญคุณ พวกพ้องนิยม หมายถึงการเลือกปฏิบัติโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เครือญาติ พรรคพวก เพื่อนฝูง บุคคลใกล้ชิดเป็นสำคัญ อำนาจนิยม หมายถึง พฤติกรรมมุ่งสู่การมีอำนาจ การเคารพนบนอบต่อผู้มีอำนาจ เป็นการยอมจำนนต่อผู้ที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่สูง และสุดท้าย สุขนิยม หมายถึง พฤติกรรมที่ชอบแสวงหาความสุข ชอบอะไรที่    ง่ายๆ สบายๆ ซึ่งเป็นลักษณะของคนไทย (ชุติมา หาญเจริญ. 2550) ซึ่งค่านิยมดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดผลสองด้านทั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติกับบุคคลใกล้ชิด โดยรับใช้หรือมุ่งสู่อำนาจในทางที่ผิด หรือไม่ยุติธรรมได้

 สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2547) ศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดการทุจริตในสังคมไทยโดยสำรวจความคิดเห็นของผู้นำภาคประชาชนทุกจังหวัด จังหวัดละ 100 คน รวม 7,191 คน พบว่าวิธีการและรูปแบบการทุจริต มีดังนี้ การรับสินบน (43.9%) การวิ่งเต้นขอตำแหน่งในราชการ (42.7%) การรับส่วย รีดไถประชาชน (40.9%) การทุจริตเชิงนโยบาย (40.3%) การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ (40.0%) และการทุจริตเรื่องเวลาของข้าราชการ (36.1%) ตามลำดับ นอกจากนี้ การทุจริตที่ประชาชนพบเห็นมากที่สุด คือ การฮั้วประมูลในการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ (44.3%) การทุจริตในระดับปานกลาง ได้แก่ การเลือกตั้ง (44.2%) กินตามน้ำ ค่าน้ำร้อนน้ำชา (40.0%) และนักการเมืองขาดคุณธรรม (42.5%) กลุ่มผู้กระทำการทุจริตมากที่สุด ได้แก่ ข้าราชการ (47.8%) ระดับปานกลาง ได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชน พนักงานรัฐวิสาหกิจ (39.6%) นักวิชาการ (34.0%) ระดับน้อยที่สุด ได้แก่ เกษตรกร (31.8%)

 ป.ป.ช. ในฐานะของหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทย ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น โดยกำหนดวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรชั้นนำด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ได้รับการยอมรับ เชื่อมั่น และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม ประกอบด้วยพันธกิจ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ปลูกจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม วินัย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2.พัฒนากลไกการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.พัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยมีประเด็นยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และวินัย 2. รวมพลังป้องกันและปราบปรามการทุจริต 3.สร้างกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 4.พัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต 5.พัฒนาองค์กรและสมรรถนะบุคลากรสู่สากล

 โดยมี 6 ยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินการ ดังนี้

 ยุทธศาสตร์รณรงค์เสริมสร้างวัฒนธรรมสุจริต, ยุทธศาสตร์สร้างเครือข่ายพันธมิตรพิชิตคอรัปชั่น, ยุทธศาสตร์พัฒนานวัตกรรมและกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ, ยุทธศาสตร์พัฒนากลไกตรวจสอบ สนองตอบประชาชน, ยุทธศาสตร์บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และ ยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ เสริมสมรรถนะและจิตสาธารณะบุคลากร

 จากยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้านดังกล่าว จะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กระบวนการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในประเทศไทย ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งความหวังของการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปสู่ความโปร่งใสในอนาคต

 โดยในระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2553 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ครั้งที่ 14 (The 14th International Anti-Corruption Conference) ขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “คืนความเชื่อมั่น : ทั่วโลกโปร่งใสสู้ภัยทุจริต” (Restoring Trust : Global action for transparency) โดยคาดว่าจะมีผู้แทนจำนวน 1,500 คน จาก 135 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุม ซึ่งการจัดประชุมครั้งนี้ เป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยอีกครั้ง และเป็นโอกาสในการเรียกความเชื่อมั่นของประเทศคืนมาในที่สุด

บทความพิเศษ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ