ข่าว

ผลสำรวจชี้ความเชื่อถือศาลรธน.ต่ำสุด

ผลสำรวจชี้ความเชื่อถือศาลรธน.ต่ำสุด

05 พ.ย. 2553

ผลงานชิ้นโบดำ ศาลรธน. ผลสำรวจ “สถาบันพระปกเกล้า” ชี้ชัด ความเชื่อถือ “ต่ำที่สุด” ครองอันดับ 1 ขณะที่ศาลยุติธรรม ศาลปกครองอันดับ 2 ระบุคุณภาพปชต.ต่ำไม่ใช่ประชาชน แต่ต้นเหตุมาจากพรรคการเมือง 10 ปีถูกยุบไปแล้ว 92 พรรค

(5พ.ย.) ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ สถาบันพระปกเกล้าจัดประชุมวิชาการครั้งที่ 12 โดยมีการอภิปรายเรื่อง “คุณภาพสังคมไทย : สถานการณ์ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต นางสีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัย นำเสนอรายงาน คุณภาพสังคมไทย กับคุณภาพประชาธิปไตยไทย สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต คำตอบจากงานวิจัย ตอนหนึ่ง ว่า การขับเคลื่อนสังคมพร้อมๆกับขับเคลื่อนประชาธิปไตยนั้น จากข้อมูลจากหลายงานวิจัยพบว่าต้องถอยไปเริ่มต้นที่ครัวเรือน ซึ่งเป็นหน่วยเล็กๆของสังคม ซึ่งประเทศไทยประมาณ 20 ครัวเรือน โดยมีครัวเรือนภาคเกษตรประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ สภาพเศรษฐกิจของครัวเรือนภาคเกษตรรายได้ 1 แสนบาท ต่อปี โดยมีการลงทุน 64,000 บาท รายจ่ายอุปโภคบริโภค 84,000 บาท ต่อปี ต้นฤดูกาลจะมีการลงทุน 5 หมื่นบาท ดังนั้นถ้าครัวเรือนภาคเกษตรกรของประเทศชักหน้าไม่ถึงหลัง หน้าตาประชาธิปไตยของไทยจะเป็นอย่างไร

 นางสีลาภรณ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาคุณภาพสังคมอยู่ที่คุณภาพพลเมือง วิถีชีวิต วัฒนธรรม เป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ยากจะแก้ไขได้ เพราะเป็นรากเหง้า ซึ่งวัฒนธรรมของประเทศไทยเป็นแบบจ่าฝูง มีผู้นำ จึงทำให้สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ อุปถัมภ์โดยจ่าฝูง แต่เราใช้วัฒนธรรมแบบนั้นไม่เป็น ทำให้มีเจ้าพ่อ มาเฟีย ขึ้นมา จึงทำให้เห็นว่าสิ่งที่ขาดหายไปคือระบบคัดกรองผู้นำ ซึ่งดูจากสถิติการใช้สิทธิ์การตั้งปี 2550 พบว่ามีคนมาใช้สิทธิ์ถึง 74.5 เปอร์เซ็นต์ ถือว่ามากและทำให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยที่มีปัญหาไม่ใช่เพราะคุณภาพพลเมือง แต่เป็นปัญหาจากพรรคการเมืองมากกว่า หรือเป็นระบบธุรกิจการเมือง และรอบ 10 ที่ผ่านมามีพรรคการเมืองถูกยุบกว่า 92 พรรคการเมือง จึงเป็นระบบพรรคการเมืองที่มีปัญหา

 ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ได้ทำสำรวจและวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพสังคมของประเทศไทย โดยแบ่งประเด็นใหญ่ๆ ออกเป็น 4 ประเด็น คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม การรวมกันในสังคม ความสามัคคีในสังคม และการเสริมสร้างพลังทางสังคม แต่จะกล่าวลงลึกเพียง 2 ประเด็น คือ

 1.ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 51.9 มีรายได้แค่พอใช้ไปวันๆ มีคนแค่ร้อยละ 24 ที่มีเงินออม สะท้อนถึงความไม่มั่นคงในชีวิต

 เมื่อถามถึงการใช้เงินก้อนใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าประชาชนส่วนมากหมดเงินไปกับการรักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บในที่ทำงาน และค่ารักษาพยาบาลโรคภัยไข้เจ็บของตัวเอง ประเด็นนี้ถือว่าน่าสนใจเพราะรัฐบาลมีนโยบายรักษาฟรี แต่ประชาชนกลับยังหมดเงินไปกับการรักษาพยาบาลมากที่สุด

 เมื่อสำรวจลึกลงไปยังพบว่า ประชาชนถึงร้อยละ 45.9 รอรับบริการทางการแพทย์นานเกินไป ต้องการการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาลมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ สำหรับปัญหาที่ประชาชนเห็นมากที่สุดในปัจจุบัน คืออาชญากรรมและสิ่งแวดล้อม

 2.เรื่องความสามัคคีสมานฉันท์ของคนในสังคม พบว่าความไว้วางใจของคนไทยที่มีต่อผู้อื่นลดลงตั้งแต่หลังการรัฐประหารปี 2549 โดยช่วงหลังการรัฐประหารใหม่ๆ คะแนนความไว้วางใจอยู่ที่ร้อยละ 24.5 เท่านั้น แม้ปัจจุบันจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 34 ในปัจจุบัน แต่ก็ยังน้อยอยู่

 สำหรับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรหรือสถาบันต่างๆ พบว่า คนไทยเชื่อมั่นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลดลง จากตอนที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ เคยสูงถึงกว่าร้อยละ 50 แต่ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 47.4

 อย่างไรก็ดี ความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรี สำรวจเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้ลดลง หนำซ้ำยังเพิ่มขึ้นกว่าปี 2552 จาก ร้อยละ 60.5 เป็นร้อยละ 61.8 ในปีนี้ ส่วนหน่วยงานของรัฐ พบว่าประชาชนให้ความเชื่อมั่นต่อกองทัพลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่องค์กรอิสระและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม พบว่าประชาชนให้ความเชื่อมั่นศาลยุติธรรมมากที่สุด ร้อยละ 71.3 รองลงมาคือศาลปกครอง ร้อยละ 67.3 และศาลรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 65.1 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้คะแนนความไว้วางใจน้อยที่สุดในกลุ่มศาล

 องค์กรอื่นๆ ที่ได้รับความเชื่อมั่นน้อยลง ก็เช่น พรรคการเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในแง่สื่อคือข่าวโทรทัศน์ ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนลดลงกว่าเดิมมาก ระยะหลังประชาชนกลับไปให้ความไว้วางใจหนังสือพิมพ์มากกว่า ขณะที่องค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชนได้รับความไว้วางใจมากขึ้นกว่าเดิม

 “ความตึงเครียดในสังคม เกิดจากสภาพความแตกต่างทางฐานะ การศึกษา และสถานะทางสังคม ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกถูกแบ่งแยกจากสังคม โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือและอีสาน” ดร.ถวิลวดี ระบุ

 ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวอีกด้วยว่า มีประเด็นที่น่าติดตาม คือระดับความเชื่อของประชาชนที่ว่าการคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องจำเป็น มีสัดส่วนที่สูงขึ้น ทั้งๆ ที่น่าจะลดลง

 “สรุปก็คือคุณภาพสังคมของประเทศไทยคือภาพสะท้อนของคุณภาพประชาธิปไตย และการจะพัฒนาให้สังคมสันติสุขสถาพร มีจุดเปลี่ยนหรือเงื่อนไขอยู่ที่ความเป็นธรรม ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย” ดร.ถวิลวดี กล่าว