ข่าว

ปูดทนายทักษิณใช้เวทีโลกโจมตีไทย

ปูดทนายทักษิณใช้เวทีโลกโจมตีไทย

05 พ.ย. 2553

"นายกฯ"ชี้ 4 ทางที่ทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพบนพื้นฐานที่สังคมต้องเคารพกติกา เชื่อปฏิวัติ-นองเลือดที่ผ่านมาจะเป็นครั้งสุดท้าย ชี้ต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ยอมรับสองมาตรฐานมีจริง “โฆษกปชป.” ปูด 12 พ.ย. “ทนายทักษิณ" เตรียมใช้ “เวทีสมาพันธ์พรรคการเมืองเส

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 5 พ.ย ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ สำนักงานองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประจำประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ คุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย ” ระหว่างการประชุมวิชาการของสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 12 ตอนหนึ่งว่า แม้บ้านเมืองเราพัฒนาต่อเนื่องหลาย ๆ ด้าน แต่ปัญหาเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพ ยังเป็นปัญหาความท้าทายอยู่มาก ตนเข้าสู่การเมืองปี 2535 เลือกตั้งหลังรัฐประหารในปี 2534 โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) แต่เพียงไม่ถึง 2 เดือนหลังการเลือกตั้ง ก็มีความขัดแย้งรุนแรง จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ตนเคยใฝ่ฝันว่าปี 2534 จะเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้ายของประเทศไทย ต่อมาเมื่อประเทศไทยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง เราก็สามารถฝันฝ่ามาได้ พร้อมกับการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ ทำให้เราได้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ตนถือว่าช่วงเวลาปี 2541-2542 เป็นช่วงที่ประชาชนคาดหวังมากกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย กติกาที่กำหนดเอาไว้ถือว่าก้าวหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้งการรับรองสิทธิเสรีภาพ การวางเครือข่ายถ่วงดุลอำนาจ ผ่านการใช้องค์กรอิสระ ให้ตรวจสอบนักการเมือง รวมถึงการมีส่วนร่วมให้รบ.ผลักดันงานต่าง ๆ ได้ดี

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่หลังจากนั้น สภาพการณ์หลายๆอย่างก็ทำให้คนผิดหวัง เพราะแม้บางเรื่องจะเดินหน้าด้วยดีระยะแรก แต่การเมืองไทยก็เผชิญความขัดแย้งรุนแรง กระทั่งเกิดการรัฐประหารอีกครั้งในปี 2549 ซึ่งตนก็ได้แสดงความเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารแก้ปัญหา และแม้จะผ่านมาแล้ว 4 ปี แต่บาดแผลที่เกิดขึ้น ทั้งก่อนและหลังการรัฐประหาร ยังคงอยู่อย่างน่าเป็นห่วง และเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งในปีนี้และปีที่แล้ว เชื่อว่าประชาชนทุกฝ่ายเสียใจ ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องมารวมพลังให้สังคมเดินไปข้างหน้าให้ได้ แต่การเดินไปข้างหน้าจะต้องเก็บเกี่ยวบทเรียนของปัญหาต่างๆที่ผ่านมา โดยจะต้องมองประเด็นให้กว้าง เพราะหลายครั้งเราอาจจมอยู่กับการวิเคราะห์เหตุการณ์เฉพาะหน้า เฉพาะที่ เฉพาะกลุ่ม ทั้งที่กระบวนการประชาธิปไตยจะมีความคล้ายคลึงกันทั่วโลก คือหลักความเสมอภาค เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้ทุกคนกำหนดอนาคตตัวเองได้ แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุด คือคุณภาพการเมืองไม่สามารถแยกออกจากคุณภาพสังคม เศรษฐกิจ สภาวะแวดล้อม การศึกษา และอีกหลาย ๆ ปัจจัย

 ตนเป็นนักวิชาการที่ศึกษามาด้านการเมือง เศรษฐกิจ และปรัชญา จะมีแนวคิดที่มักถกเถียงกันอยู่เรื่อยว่า ถ้าเราพัฒนาประชาธิปไตยสำเร็จ สิ่งดี ๆ ที่จะเกิดกับเศรษฐกิจ สังคมจะตามมาโดยอัตโนมัติ กับฝ่ายที่เชื่อว่าถ้าพัฒนาเศรษฐกิจได้ดี สุดท้ายสังคมและการเมืองจะพัฒนาโดยอัตโนมัติ และก็มาถกเถียงว่าจะเริ่มตรงไหน แต่สิ่งที่ตนได้ข้อสรุปวันนี้คือเป็นไปไม่ได้ที่จะพัฒนาเพียงด้านเดียว แล้วสิ่งดีๆจะเกิดขึ้นกับทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เร็ว ๆ นี้จะเห็นคำสัมภาษณ์ของนายกฯจีนต่อสื่อต่างประเทศโดยยอมรับว่ากระบวนการการเมืองภายในจีนเอง ก็ต้องพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มิเช่นนั้นจะไม่สามารถรักษาการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้  

 ขณะเดียวกันเราก็พบเห็นการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยอย่างน้อยก็ในรูปแบบ มีพรรค มีรัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้ง แต่ก็ยังประสบปัญหาไม่สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนหลายต่อหลายพื้นที่ ซึ่งเหตุเหล่านั้นจะย้อนกลับมาบั่นทอนกระบวนการประชาธิปไตย เราจะเห็นว่าหลายประเทศมีสภาพไม่ต่างจากเรา ที่ประชาธิปไตยมีก้าวหน้าถดถอย มีอุปสรรคต่อพัฒนาการ เช่นเผด็จการใช้กำลัง หรือเผด็จการซ่อนรูป เมื่อเราพูดถึงคุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตย จึงต้องมองสภาพปัญหาสังคมโดยรวม ไม่อาจทุ่มเทไปเฉพาะด้านหนึ่งด้านใดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่เคยคาดหวังว่าถ้าเรามีรัฐธรรมนูญที่ดีมากๆ มีกฎกติกาที่ดีมาก ๆ สุดท้ายทุกอย่างจะพัฒนาเอง แต่เราก็พบว่าสุดท้ายเราทำตามสิ่งที่เขียนไว้เลิศหรูได้ วันนี้หัวใจสำคัญที่สุดของการพัฒนาประชาธิปไตย และนำไปสู่เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ดีขึ้นได้ ส่วนหนึ่งคือการสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดีให้เกิดขึ้นให้ได้ ประเด็นสำคัญก็คือ ในส่วนของประเทศไทยเอง เราจำเป็นต้องเดินหน้าปรับปรุงหลายด้าน กติกาก็สำคัญ รัฐธรรมนูญก็สำคัญ รัฐธรรมนูญมีปัญหาทั้งเนื้อหาสาระ และความแคลงใจเรื่องที่มา จึงต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงไปตามเวลาที่เหมาะสม ซึ่งผมคาดว่าจะแก้ได้บางประเด็นที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า และมั่นใจว่าภายหลังเลือกตั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะยังเป็นประเด็นต่อไป

 นายกฯ กล่าวอีกว่า การจะทำให้สังคมและประชาธิปไตยมีคุณภาพขึ้น ต้องทำควบคู่กันไป อยากจะยกตัวอย่างความขัดแย้งทางการเมือง ใน 2 ปีที่ผ่านมา โดยประเด็นที่ถูกหยิบมาโต้แย้ง แม้จะดูเหมือนเรื่องการเมืองโดยเฉพาะ แต่ปัญหาความรุนแรงคงไม่มากเท่านี้ หากโครงสร้างเศรษฐกิจมีความเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นขณะนี้หัวใจสำคัญของการปฏิรูปที่จะสร้างความปรองดอง รัฐบาลได้สรุปชัดเจนว่าอยู่ที่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยปรับปรุงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านเศรษฐกิจ ทั้งๆที่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในมหภาคยังมีอยู่มาก แต่ควรนึกว่าเมื่อไรก็ตามที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแอลงไปอีก ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น จึงควรใช้โอกาสในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวมาปรับปรุงโครงสร้าง ทั้งเรื่องที่ทำกิน แก้ปัญหาการเกษตรและหนี้สิน ปรับปรุงระบบภาษีให้เป็นธรรมมากขึ้น

 “ถ้าเราจะสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและเป็นธรรม เราต้องเลิกคิดว่าทำให้อัตราเจริญเติบโตสูง และนำเงินเยอะ ๆ เหล่านี้มาแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ปรับไปเป็นเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสังคมและการเมืองที่มีคุณภาพพร้อม ๆ กันไป โดยเรื่องนี้ไม่เพียงจะมีการพูดคุยกันในประเทศไทยเท่านั้น แต่ต่างประเทศเช่นในการประชุมเอเปคในสัปดาห์หน้า สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกตื่นตัวให้การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจสอดคล้องกับสังคมและการเมือง”นายกฯ กล่าว

 ส่วนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพทางสังคม ตนอยากตั้งประเด็นว่า การจะทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพ มีอยู่ 4 ด้าน 1. ความมั่นคงทางสังคม หรือของมนุษย์ เราเห็นชัดเจนว่าหากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศขาดหลักประกัน หรือความมั่นคงในการดำรงชีวิต ก็มีโอกาสสูงที่จะพึ่งพาการสงเคราะห์ หรือระบบอุปถัมภ์ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ จะเป็นปัจจัยที่บั่นทอนกระบวนการประชาธิปไตย ที่เราพูดถึงการซื้อสิทธิขายเสียง เรามักจะมองข้ามกลไกของการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างแท้จริง เรานึกง่าย ๆ ว่าแค่เลือกตั้งทีก็นำเงินตั้งแต่ยี่สิบบาทถึงพันบาทไปแจก แต่ความจริงไม่ใช่ การซื่อสิทธิ์ขายเสียงฝังตัวอยู่ในระบบของการสงเคราะห์ การทำให้ความรู้สึกว่าต้องพึ่งพิงกัน ระหว่างประชาชนกับคนที่มีอำนาจซึ่งต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป ทิศทางของรบ.ขณะนี้ชัดเจน ว่าการจะก้าวพ้นเรื่องนี้ไปได้ จำเป็นต้องทำให้ความเป็นอยู่พื้นฐานจองประชาชนเป็นเรื่องของสิทธิและสวัสดิการ เพื่อไม่ให้พึ่งพิงว่าใครมีอำนาจขณะนั้น เป้าหมายของการทำระบบสวัสดิการในอีก 6 ปีข้างหน้า ตนจึงถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการวางรากฐานคุณภาพสังคมและคุณภาพประชาธิปไตยในอนาคต การริเริ่มโครงการต่างๆ ทั้งการประกดันรายได้เกษตร โครงการเงินออมแห่งชาติ ฯลฯ ตนถือเป็นก้าวสำคัญ และเป็นการวางรากฐานของประชาธิปไตยไปในตัว

 2. คุณภาพสังคมจะดี ลักษณะของสังคมต้องให้การยอมรับ สมาชิกในสังคมทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน ศัพท์แสงที่ใช้กันมากก็คือ “ คนชายขอบ ” แต่ความเป็นจริงความรู้สึกไม่เท่าเทียมกัน ยังครอบคลุมคนอีกหลายกลุ่มในสังคม อีก 2 สัปดาห์รัฐบาลจะเริ่มแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ผิดกม. เช่น การพนัน ยาเสพติด ฯลฯ แต่เวลาท่านออกจากห้องประชุมไปดูท้องถนนในกรุงเทพ จะพบคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบเศรษฐกิจปกติ พ่อค้าแม่ขายที่อยู่ในจุดผ่อนผันมีไม่ถึงครึ่ง ที่เร่ไปเร่มามีมากกว่า เพราะคนเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนปกติได้ จึงต้องพึ่งพาเงินนอกระบบ และคนเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อของการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐได้ตลอดเวลา ถือต่อรอง รีดไถ ไม่มากก็น้อย นี่ยังไม่นับวินมอเตอร์ไซค์ คนที่ทำงานในสถานประกอบการเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่าเข้าถึงระบบประกันสังคมหรือไม่ อย่างไร ในกทม.น่าจะมีคนแบบนี้หลายล้านคน ซึ่งตราบใดที่ยังทำให้คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน เชื่อได้ว่าจะเป็นอุปสรรคของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย และจะถูกหยิบยกมาเป็นเครื่องมือ และเหยื่อ ของความขัดแย้งทางการเมือง หลายยุค หลายสมัย สิ่งที่รบ.พยายามทำคือแก้ปัญหาให้กับควนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ทั้งเงินทุน ความเป็นอยู่ การมีหลักประกัน ให้ไม่ถูกรังแกโดยอำนาจของจนท.รัฐ จะเป้นส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อปรับปรุงพื้นฐานของประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ

 3. ต้องเสริมสร้างอำนาจและพลังให้กับภาคประชาชน และภาคประชาสังคม คกก.ปฏิรูปของอานันท์ จะเริ่มรายงานและมีผลงานออกมาก่อนสิ้นปี ซึ่งเท่าที่ผมติดตาม เห็นว่าสังคมที่จะมีคุณภาพได้จะต้องลดอำนาจรัฐ และพึ่งพาอำนาจประชาชน ซึ่งขณะนี้ก็มีตัวอย่างแบบนี้เพิ่มขึ้น อาทิ มาบตาพุด การมีส่วนร่วมทางสังคม จะต้องครอบคลุมทุกเรื่อง แม้ขณะนี้หลายจังหวัดจะมีปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบหลายๆปี ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้นำประชาชนเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องการบริหารลุ่มน้ำ จัดการแหล่งน้ำ เมื่อวานตนไปโคราชนอกจากแจกเงินและของ พบว่าสิ่งที่เขาต้องการคือการแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งรบ.จะเดินหน้าต่อทันที เช่นการทำโครงการแก้มลิง ในพื้นที่ของรัฐ เช่นพื้นที่ทหารหรือที่ดินราชพัสดุ แต่สุดท้ายจะแก้ปัญหาให้สำเร็จ มีหลายพื้นที่ต้องกระทบกับชาวบ้าน จึงต้องทำงานร่วมกันกับชาวบ้าน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน ทั้ งนี้จะต้องมีการส่งเสริมธรรมภิบาล ที่จะครอบคลุมถึงภาครัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ จะต้องได้รับการส่งเสริม เพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนได้รับการผลักดันอย่างแท้จริง

 4. ความเอื้ออาทรและสมานฉันท์ในสังคม ที่จริงอยากจะใช้คำว่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสังคม แต่เกรงว่าจะสื่อความหมายผิดเพี้ยนไป คำว่าความเอื้ออารสมานฉันท์ คือความสามารถในการอยู่ร่วมกัน ของหมู่คนที่มีความคิดแตกต่างกันได้ สังคมไทยอยู่ภายใต้ความเข้าใจไม่น้อย คือซ่อนความหลากหลายเอาไว้ในสังคม ตนเรียนอยู่ในรร. มีความคิดว่าคนไทยต้องมีลักษณะไม่แตกต่าง ไม่ได้เคารพความหลากหลาย เพิ่งมาปรากฏในระยะหลัง ที่ต้องเร่งแก้ไข ภาษาไทยไม่ได้มีเฉพาะภาษากลาง เชื้อชาติก็มีหลากหลายมาก โดยเฉพาะความคิดความอ่านทางการเมืองไม่เหมือนกัน ตนพูดเสมอว่าถ้าทุกคนคิดเหมือนกันก็ไม่จำเป็นต้องมีประชาธิปไตย

 แต่หัวใจหลักของการสร้างประชาธิปไตย หนึ่ง สังคมต้องมีพื้นฐานกติกาที่ทุกคนเคารพ โดยต้องอิงกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งขณะนี้สิ่งที่ท้าทาย คือทำอย่างไร เราถึงจะสร้างค่านิยมรองรับตรงนี้ได้อย่างถูกต้อง เพราะยังมีความสับสนอยู่มาก ถามว่าปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมต้องปรับปรุงไหม ตนก็ยืนยันว่าต้องปรับปรุง ดังนั้นเสียงตำหนิติติงหลวมๆที่ใช้คำว่า สองมาตรฐาน ก็มีอยู่จริง แต่หลายคนก็เอาคำๆนี้มาบังหน้าเพราะไม่ต้องการอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ หรือถ้าการตัดสินใดถูกใจตัวเอง ก็บอกว่าถูกต้อง ถ้าไม่ถูกใจตัวเอง ก็บอกว่าสองมาตรฐาน กระบวนการปรองดอง ตนจะช่วยดูว่าอะไรที่เหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมต้องแก้ไข แต่จะไม่ยอมให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าใครคนนั้นจะมีเงินมาก มีอำนาจมาก หรือเสียงดัง ชอบข่มขู่คุกคาม เพราะหากสังคมยอมอย่างนั้น วันข้างหน้า คนทุกกลุ่มก็จะยึดการมีกำลัง มีเงิน มีอำนาจ มาทำอะไรตามใจชอบ

 สองความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันในทางนโยบาย วิสัยทัศน์ เป้าหมายของการพัฒนา ต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตย ของเราใช้รัฐสภา ก็ต้องมีการเลือกตั้ง ให้รัฐสภาเป็นตัวแทนประชาชนในการตัดสินใจ ปัญหาที่ผ่านมาของสังคมไทย คือความสับสนระหว่างคนที่ได้อำนาจทางการเมือง หลายครั้งเข้าใจว่ามีอำนาจในการทำผิดกม. และอ้างหลักประชาธิปไตย เสียงข้างมากว่า มีความชอบธรรม ในทางกลับกันปรากฏการณ์ที่เรียกว่าตุลาการภิวัฒน์ บางเรื่องแทนที่จะใช้กระบวนการทางการเมืองชี้ กลับใช้กระบวนการทางกม.มาชี้ ความท้าทายสังคมไทยจากนี้ไป คือแยกแยะ 2 องค์ประกอบนี้ ให้มาอยู่ในความพอดี

 สามค่านิยมปฏิเสธความรุนแรง ตรงนี้สำคัญ หากเราก้าวไม่พ้น เราก็จะอยู่ในวังวนความขัดแย้ง ไม่จบไม่สิ้น ฟังดูบางทีเหมือนน่าจะง่าย เช่นการก่อวินาศกรรม ก่อการร้าย ใช้ปืนระเบิด คนส่วนใหญ่ปฏิเสธแนวทางนี้ แต่ที่น่ากลัวคือคนที่ยอมรับแนวทางนี้ มีมาก ซึ่งที่ท้าทายก็คือก่อนจะไปถึงจุดนั้น คือปัญหาในการสร้างความเกลียดชัง ตนเข้าใจดี เวลาใครที่มั่นใจว่าตัวเองถูก เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็จะรู้สึกรังเกียจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่การปฏิเสธ หากล่อแหลมจะนำไปสู่ความเกลียดชัง หรือความรุนแรง ก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคต กม.คงจะทำอะไรยาก เพราะการนิยามหรือทำอะไร คงเป็นไปยากลำบาก สิ่งที่จะแก้ไขได้คือค่านิยม หรือวัฒนธรรมทางการเมือง ว่าการแสดงออกทางการเมือง ควรจะมีความพอดีตรงไหน ที่จะไม่นำสังคมไทยไม่สู่ความขัดแย้ง ซึ่งกลุ่มที่จะมีบทบาทมากที่สุด คือสื่อสารมวลชน ทั้งที่เป็นสื่อสารมวลชนอาชีพ ไม่ว่านสพ. วิทยุ และโทรทัศน์ และสื่อมวลชนสมัครเล่นที่ใช้อินเตอร์เน็ต ที่ยากจะใช้กม.เข้าไปควบคุมดูแล แต่ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม กฎ กติกา มารยาท ว่าจะใช้เครือข่ายเหล่านี้ไปสู่ความสร้างสรรค์ หรือนำไปสู่การทำลายล้าง

 นายกฯ กล่าวอีกว่า ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องแก้ไข และ สิ่งที่ตนคาดหวังคือบทเรียนการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยที่ผ่านมา จะทำให้เราสามารถสร้างสังคมดังกล่าวได้ ตนไม่คิดอยู่ในการเมืองตลอดชีวิต โชคดีที่ประชาชนให้ตนเข้ามาเป็นนายกฯตั้งแต่อายุ 47 ตนก็พูดเสมอว่าอยากจะมีอาชีพที่สอง แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ตนหวังว่าสังคมและประชาธิปไตยมีคุณภาพเกิดขึ้นจริง ๆ การปฏิวัติที่ผ่านมา การนองเลือดที่ผ่านมาก็จะเป็นครั้งสุดท้าย 

นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปร่วมปรุ่งยำส้มโอกับม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัฒน์ หรือหมึกแดง เพื่อมอบให้ทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อเป็นตัวอย่างของเมนูอาหารที่จะปรุ่งในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ที่มณฑลกวางโจว ประเทศจีน

โฆษกปชป.ปูด12พ.ย."ทนายทักษิณ"เคลื่อนไหลโจมตีไทย

 นพ.บุรณัชย์  สมุทรักษ์  โฆษกพรรคประชาธิปัตย์   แถลงว่า  เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่นายโรเบิร์ต  อัมสเตอร์ดัม ทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ได้มีแถลงการณ์ว่ารัฐบาลได้จับมือกับสถาบันตุลาการ เพื่อทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง  ซึ่งถือว่าเป็นการใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยอย่างรุนแรง
 และแถลงการณ์ออกมาวันเดียวกัน กับที่มีการถามกระทู้ในสภานั้น  ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวในมิติของต่างประเทศ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของระบบตุลาการ และกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างชัดเจน

      โฆษกพรรคประชาธิปัตย์   กล่าวว่า เชื่อว่าขณะนี้การเดินหน้าจะสอดรับกับความพยายามนำหลักฐานที่ไม่จริง  ประกอบกับการพยายามนำเหตุการณ์ที่จะดูแลรักษาความสงบในช่วงเดือนเม.ย.  และพ.ค.  เข้าสู่การพิจารณาของศาลโลก  และขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวหากใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ   ก็ขอให้รัฐบาลทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องภาพลักษ์
 และเกียรติภูมิความถูกต้องของระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย

      “การเคลื่อนไหวของกระบวนการนี้ลำดับต่อไปคือ วันที่ 12-13 พ.ย.ก็จะมีการประชุมสมาพันธ์พรรคการเมืองเสรีประชาธิปไตยทั่วโลก  ที่ประเทศแอฟริการใต้  ซึ่งทราบมาว่านายอัมสเตอร์ดัม ได้มีการติดต่อผู้แทนประเทศต่างๆ เพื่อยื่นแถลงการณ์นี้และเคลื่อนไหวเพื่อที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีนั้น  โดยทางพรรคซึ่งเป็นสมาชิกร่วมกัน   ก็จะส่งนายชวนนท์  อินทรโกมลสูต เลขานุการรมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง  และตอบโต้ข้อกล่าวหา  และรักษาภาพลักษ์และเกียรติภูมิประเทศในเวทีประชุมนานาชาติต่อไป”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์  กล่าว