ข่าว

เหลียวหลังแลหน้าเลือกตั้งพม่า7พ.ย.

เหลียวหลังแลหน้าเลือกตั้งพม่า7พ.ย.

06 พ.ย. 2553

ประวัติศาสตร์โลกจะต้องบันทึกไว้ว่าวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 รัฐบาลพม่า ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่เป็นสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2552

 และแผนบันได 5 ขั้นสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้า ท่ามกลางการจับตามองและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกถึงความไม่โปร่งใส และไม่เป็นธรรม ขณะที่นักวิเคราะห์สถานการณ์โลกเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แท้ที่จริงก็แค่เปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากเผด็จการทหารเป็นเผด็จการพลเรือน

 หลังจากถูกกดดันจากนานาประเทศมาโดยตลอด รัฐบาลพม่าได้ประกาศกฎหมายเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมานี้ ให้มีการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2533 โดยคัดเลือกและอนุญาตให้ 37 พรรคการเมืองจาก 47 พรรคมีสิทธิ์ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัครจำนวน 3,153 คน และผู้สมัครอิสระ 82 คน ลงชิงชัยเก้าอี้สภาแห่งชาติและสภาประชาชนจำนวน 1,158 ที่นั่ง

 อย่างไรก็ตาม พม่ายังคุมขังนักโทษการเมืองกว่า 2,000 คน รวมถึงนางออง ซาน ซูจี แกนนำเรียกร้องประชาธิปไตย และหัวหน้าพรรคสันนิบาตประชาธิปไตยแห่งชาติ (เอ็นแอลดี) ที่เคยชนะการเลือกตั้งในปี 2553 อย่างถล่มทลาย

 นอกจากนี้ ในช่วงที่ประกาศรับสมัครตัวแทนพรรคนั้นยังมีการตั้งเงื่อนไขที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในครั้งนี้ เช่น การกำหนดระยะเวลาส่งชื่อผู้รับเลือกตั้งเพียง 10 วัน อีกทั้งยังกำหนดให้ต้องจ่ายค่าสมัครรับเลือกตั้งถึง 500 ดอลลาร์ต่อผู้สมัคร 1 คน ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากสำหรับชาวพม่าที่มีรายได้ไม่ถึงวันละ 1 ดอลลาร์ รวมไปถึงการบังคับให้แต่ละพรรคต้องส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งอย่างน้อย 5 คน

รัฐบาลปัจจุบันไม่ยอมถอดหัวโขน

 มีการวิจารณ์กันมากว่ารัฐบาลพม่าจัดเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากเผด็จการทหาร เป็นเผด็จการพลเรือน เพราะก่อนหน้าการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลปัจจุบันทั้ง 26 คน ได้ลาออกจากตำแหน่งเพื่อลงสมัคร พร้อมกับมีข่าวลือหนาหูว่าพลเอกอาวุโสตัน ฉ่วย พร้อมจะสวมหัวโขนใหม่ในฐานะประธานาธิบดี แต่รัฐบาลได้ปฏิเสธข่าวลือนี้ แต่ประเด็นดังกล่าวยังเป็นที่จับตามองต่อไป

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2552 ได้วางกรอบโครงสร้างการบริหารประเทศไว้ว่าพม่าจะมีประธานาธิบดีเป็นผู้บริหารสูงสุด และมีคณะรัฐบาลสมาชิกสภากลาง และสภาประชาชน ซึ่งแต่ละสภาจะมีโควตาตัวแทนจากทหาร 25% คิดเป็นตัวแทน 110 คน จากจำนวนสมาชิกสภาทั้งหมด 440 คน ในส่วนของอำนาจการแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงสำคัญ ได้แก่ กลาโหม มหาดไทย เป็นอำนาจของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งปัจจุบันพลเอกอาวุโสตัน ฉ่วย ดำรงตำแหน่งอยู่

นอกจากนั้น มีการระบุคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีว่าจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับกิจการทหาร และระบุด้วยว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ขณะที่รัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบกิจการทหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือการบังคับใช้กฎหมายต่อกำลังพล กองทัพสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินได้เมื่อเห็นสมควร และหากมีการประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน อำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ จะถูกถ่ายโอนกลับไปเป็นของทหารทันที ที่สำคัญมีการกำหนดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องได้เสียงจากสภาอย่างน้อย 75% เพื่อปิดโอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจแก่รัฐบาลชุดปัจจุบันในการรักษาอำนาจการบริหารประเทศหลังจากการเลือกตั้ง

ใครได้-ใครเสีย

 มีการวิจารณ์และคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ และการเมืองของพม่ารวมทั้งกลุ่มประเทศอาเซียนที่พม่าเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2542 หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายน ผ่านพ้นไป ทั้งในแง่บวกและลบ

 ดร.โนลีน เฮย์เซอร์ เลขาธิการคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (เอสแคป) แนะนำให้รัฐบาลชุดใหม่ของพม่าพิจารณาการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อเสถียรภาพของประเทศอย่างยั่งยืน แนะนำให้รัฐบาลชุดใหม่พัฒนาธุรกิจส่งก๊าซธรรมชาติ ในพื้นที่นอกชายฝั่งอ่าวเบงกอล เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ที่สามารถนำไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาเศรษฐกิจประชาชนยากจนเพื่อสร้างเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปฏิรูปโครงสร้างและกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ และให้ความช่วยเหลือแก่นักธุรกิจรายย่อย

ด้านนายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ข่าวสด ให้ความเห็นระหว่างการสัมมนาโต๊ะกลมเรื่อง “การเลือกตั้งในพม่า และผลกระทบต่อประเทศไทยและอาเซียน” จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และเครือข่ายเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีป้า) เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2553 ต่อกรณีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 7 พฤศจิกายน ว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในพม่าอาจจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ เพราะพม่ามีลักษณะเหมือนน้ำเดือดอยู่ในกาซึ่งต้องหาทางพวยพุ่งออกมา โดยสิ่งที่จะต้องจับตามองคือจะเกิดความขัดแย้ง และแก่งแย่งอำนาจในกลุ่มทหาร ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 2531 หรือไม่

 ขณะที่นายกวี จงกิจถาวร บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น วิจารณ์ว่าหลังจากการเลือกตั้ง นโยบายของพม่าที่มีต่อไทย และไทยต่อพม่ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากกรอบความคิดในการวางแนวนโยบายของทั้งสองประเทศยังคงเหมือนเดิม

ขู่ยกเลิกการเลือกตั้ง

 หนังสือพิมพ์นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ รวมทั้งสื่อของทางการทุกฉบับ ได้รายงานเมื่อต้นเดือนนี้ก่อนการเลือกตั้งเพียง 6 วัน ว่ารัฐบาลได้เรียกร้องแกมบังคับให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งผู้ต้องการเห็นประชาธิปไตยในประเทศ “ต้อง” ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายน

  เพราะ "หากการเลือกตั้งครั้งนี้ล้มเหลว (เพราะผู้มีสิทธิ์ไม่ไปใช้สิทธิ์) ก็จะไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน" บทความในหนังสือพิมพ์กล่าว "รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะยังคงบริหารดูแลความมั่นคงของประเทศต่อไป จนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงจะใช้เวลายาวนานมาก"

 ไม่ว่าพม่าจะดำเนินการเลือกตั้งลุล่วงตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ รัฐบาลก็ปูพรมแดงเป็นทางออกสำหรับทุกปัญหาที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางใด ไทยและอาเซียนก็ยังเป็นฝ่ายเสียหายจากพฤติกรรมของรัฐบาลพม่าอยู่เช่นเดิม

วัจน พรหโมบล