
โอบามารับแพ้เลือกตั้งเพราะศก.วูบมุ่งรอมชอมพรรครีพับลิกันแก้ไขปัญหาประชาชน
วอชิงตัน-โอบามารับพ่ายแพ้เลือกตั้งกลางเทอมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 7 ทศวรรษ อ้างเป็นเพราะชาวอเมริกันไม่มั่นใจสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจึงเทใจให้ฝ่ายตรงข้าม ด้านพรรครีพับลิกันตีปีกได้เสียงในสภาล่างเกินครึ่งส่งตัวแทนพรรครับตำแหน่งประธานสภา ด้านนักวิเคราะห์เช
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐแถลงยอมรับผลการเลือกตั้งกลางเทอมว่า พรรคเดโมแครตพ่ายแพ้ต่อพรรครีพับลิกันอย่างหนักเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี โดยสีหน้านายโอบามาราบเรียบไร้รอยยิ้ม และเขาได้กล่าวด้วยว่าเหตุผลของการพ่ายแพ้ในครั้งนี้เกิดจากการที่ชาวอเมริกันรู้สึกไม่มั่นใจและวิตกกังวลกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ฟื้นตัวล่าช้า ผู้นำสหรัฐกล่าวยอมรับว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงกับการฟื้นฟูสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศ และลั่นวาจาว่าจะ "ต้องทำงานให้ดีขึ้นกว่านี้ เช่นเดียวกับคณะรัฐบาลทุกคน"
การเลือกตั้งเมื่อวันอังคาร (2 พ.ย.) ตามเวลาในสหรัฐ ตรงกับวันพุธ (3 พ.ย.) ตามเวลาในประเทศไทย ผลปรากฏว่าพรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจำนวนส.ส.เพิ่มขึ้นเป็น 239 ที่นั่งจากจำนวนส.ส.ทั้งหมด 435 ที่นั่ง และได้ตำแหน่งในวุฒิสภาเพิ่มอีก 6 ที่นั่งเป็น 46 ที่นั่ง ขณะเดียวกันพรรคเดโมแครตยังเสียเก้าอี้ผู้ว่าการรัฐให้พรรครีพับลิกันทำให้ตัวแทนสังกัดพรรครีพับลิกันเข้าบริหารกิจการรัฐเพิ่มเป็น 29 รัฐ จากทั้งหมด 50 รัฐ อย่างไรก็ตามระหว่างการแถลงการณ์ของนายโอบามายังมีการนับคะแนนเก้าอี้ส.ส.อีก 10 ที่นั่ง และผู้ว่าการรัฐอีก 3 รัฐ
ผลการลงคะแนนเสียงของประชาชนทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวประธานสภาผู้แทนราษฎรจากนางแนนซี เปโลซี จากพรรคเดโมแครต เป็นนายจอห์น โบห์เมอร์ จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเขาได้กล่าวว่า งานสำคัญอันดับแรก คือ แก้ไขกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพมูลค่ามหาศาล และตัดลดการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมถึงต่ออายุมาตรการลดภาษี
นักวิเคราะห์เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะกำหนดสภาพทางการเมืองสหรัฐในระยะยาว นายทิม สโตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งให้ความเห็นว่าผลการเลือกตั้งในปี 2553 จะกำหนดสภาพการเลือกตั้งทางการเมืองของสหรัฐในช่วงอนาคตข้างหน้าอย่างน้อย 10 ปี และจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิศาสตร์การเมืองโดยกลุ่มผู้ที่สนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่งๆ จะเข้ามาอาศัยร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ทางการเมืองขึ้นมา
ผลสำรวจเอ็กซิตโพลล์เมื่อวันอังคารพบว่า ชาวอเมริกันที่ไปใช้สิทธิ์กว่า 60% วิตกกับปัญหาเศรษฐกิจ ที่ทำให้อัตราการว่างงานของประเทศแตะระดับ 9.6% ขณะที่อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีพีดี) ของสหรัฐในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้อยู่ในระดับต่ำเพียง 2%



