
เงินนอกไหลบ่า-น้ำป่าไหลท่วม ระวัง !! เงินเฟ้อ - วิกฤติ ฟองสบู่
โดยปกติแล้ว เงินทุน จากต่างประเทศจะ ไหลบ่า เข้าไปในตลาดใด นักลงทุนต่างชาติมักจะดูผลประกอบการของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศนั้นๆ รวมทั้งดูการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แล้วจึงค่อยตัดสินใจเข้า ลงทุน
เพื่อรอรับผลกำไรจากบริษัทจดทะเบียน แต่สำหรับปัจจุบันนี้คงต้องยอมรับว่าการ “ไหลบ่า” เข้ามาของ “เงินทุน” จากต่างประเทศในเวลานี้ไม่ปกติ เพราะไม่เพียงแต่ “ไหลบ่า” เข้ามามากผิดปกติเท่านั้น ยังไม่ได้เข้ามาด้วยเหตุผลข้างต้นเป็นหลัก แต่เข้ามาเพราะว่าถ้ายังอยู่ในประเทศของเขา จะไม่สามารถทำกำไรหรือทำให้เกิดดอกออกผลได้เท่ากับการ “ไหลบ่า” เข้ามาในไทย
การไหลเข้ามาในลักษณะนี้จึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นการ “เก็งกำไร” เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้นๆ แล้วพร้อมใจกันเทขายถอนทุนออกไป ส่งผลให้เกิดความ “ไม่เสถียร” ทั้งในตลาดเงินและต่อเศรษฐกิจโดยรวม เป็นผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก เพราะส่งออกสินค้าในราคาเดิมเมื่อเปลี่ยนค่าเงินเป็นสกุลดอลลาร์ ราคาสินค้าจะเพิ่มสูงขึ้นโดยปริยาย เมื่อสินค้าแพงขึ้น นอกจะทำให้มีผู้ซื้อน้อยลงแล้ว บรรดาผู้ซื้อก็เริ่มหันไปเปรียบเทียบราคากับสินค้าชนิดเดียวกันจากประเทศอื่นๆ แล้วก็เลือกซื้อสินค้าราคาถูกไปแทนที่
แต่ในเวลาเดียวกันการ “ไหลบ่า” ของเงินทุนจากต่างประเทศเข้าไปประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินพอดี ก็อาจก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เรียกกันว่า “ฟองสบู่” ขึ้น เพราะเงินทุนในปริมาณมหาศาลเหล่านี้เข้าไปตรงไหนก็ทำให้ค่าของเงินตรงนั้นสูงขึ้น และเป็นการสร้าง “อุปทาน” ที่สูงเกินความเป็นจริงขึ้นมาชั่วคราวในระยะสั้นจนกลายเป็น “อุปทานเทียม” ซึ่ง “ฟองสบู่” ดังกล่าวก็พร้อมจะแตกในทันทีที่เงินทุนเหล่านั้นถอนตัวออกไป อีกทั้งยังอาจจะก่อให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้อ” ขึ้นตามมาอีกไปด้วย
เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดนะครับ แต่ได้เกิดขึ้นกับหลายประเทศมาแล้วครับ แต่ละประเทศก็มีนโยบายในการแก้ปัญหา “ฟองสบู่” แตกต่างกันออกไป ที่เป็นอย่างนั้น เพราะเป้าหมายหลักที่แต่ละประเทศให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ นั้นแตกต่างกันออกไป แต่ที่ทุกประเทศพยายามหลีกเลี่ยงไม่นำมาใช้คือการเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินโดยตรงด้วยการเข้าไปซื้อดอลลาร์ครับ (เพราะเป็นวิธีการที่พิสูจน์มาแล้วว่าใช้ไม่ได้ผลในกรณีการปกป้องค่าเงินบาทของไทยก่อนวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง”)
ประเทศที่เลือกนโยบาย “ขึ้นดอกเบี้ย” เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจตัวเองร้อนแรงเกินไป จนห่วงว่าจะเกิดภาวะ “เงินเฟ้อ” หรือ “ฟองสบู่” ก็ต้อง “แตะเบรก” เพื่อชะลอเศรษฐกิจ ส่วนประเทศที่เลือกนโยบายลดดอกเบี้ยเป็นเพราะต้องการช่วยเหลือการส่งออกเป็นหลัก เพื่อช่วยให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆ อ่อนตัวลง ทำให้สามารถแข่งขันในด้านราคาของสินค้าส่งออก
สำหรับไทยเลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยแสดงว่ารัฐบาลไทยเลือกที่จะช่วยการส่งออก นั่นอาจเป็นเพราะ “อัตราเงินเฟ้อ” ของเรายังอยู่ในระดับที่พอวางใจได้ จึงเลือกที่จะดูแลการส่งออกเป็นหลักมากกว่าการดูแลเรื่อง “อัตราเงินเฟ้อ” และสภาวะ “ฟองสบู่” แต่จะว่ากันไปแล้วก็ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์ท่านไหนสามารถฟันธงลงไปว่าแนวทางไหนที่ถูกที่สุดหรือผิดที่สุด มีแต่เหมาะสมกับภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจท่ามกลางมรสุมมากแค่ไหนเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม หวังว่าท่านผู้มีอำนาจตัดสินใจจะไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤติการณ์ “ฟองสบู่” แตกกันอีกรอบ
นอกจากนั้น สิ่งที่ต้องจับตากันต่อไปคือ หลังน้ำลดลงแล้ว ความเสียหายในด้านต่างๆ จะปรากฏชัดเจนขึ้นเพราะผลกระทบในมิติต่างๆ ได้เกิดขึ้นในวงกว้าง ฉะนั้นการฟื้นฟูเยียวยาจากภาครัฐจะต้องรอบรู้, รอบคอบรวดเร็วทันการณ์และต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤติการณ์ “อาฟเตอร์ช็อก” ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ อันจะส่งให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอนครับ



