
องอาจเผยงบกลางไม่พอยกเลิกไทยเข้มแข็ง
องอาจ คล้ามไพบูลย์ รมว.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น เยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมเปิดเผยงบกลาง 4 หมื่นล้านบาทเยียวยาน้ำท่วมไม่พอ รัฐบาลจึงสั่งยกเลิกงบไทยเข้มแข็งที่ไม่จำเป็นทั้งหมดลง เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วทั้งประเทศ
(4พ.ย.)นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมว.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่แจกของยังชีพให้กับชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเขตพื้นที่ ต.บึงเนียม อ.เมืองขอนแก่น เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 พ.ย.53 ว่า ในเรื่องของการช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหลังน้ำลดนั้น คือการช่วยเหลือในเรื่องความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนที่ถูกน้ำท่วม ว่าจะมีการการซ่อมแซมบ้านเรือนจุดไหนบ้าง เพื่อคล้ายความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบขณะนี้
ส่วนในเรื่องของรถยนต์ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมนั้น อันดับแรกเขาก็จะมีประกันอยู่แล้ว เรื่องนี้ให้บริษัทประกับรับผิดชอบไป ส่วนในเรื่องของรถยนต์ที่ไม่มีประกันได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ทางรัฐบาลก็จะมีการสำรวจความเสียหายและจะให้ลงทะเบียนเอาไว้เพื่อรออนุมัติให้ความช่วยเหลือต่อไป ซึ่งในจุดนี้จะให้ทางจังหวัดเป็นผู้สำรวจและดำเนินการ
ส่วนในพื้นที่การเกษตรของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วมนั้น เดิมระเบียบประเทศไทยจะมีการชดใช้และเยียวยาเกษตรกรไร่ละ 606 บาท แต่หลังจากผลกระทบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้พบว่าเกิดความเสียหายมากมาย หลังรัฐบาลจึงเห็นควรให้นำงบกลางที่มีอยู่ 4 หมื่นกว่าล้านบาทนี้ลงมาเยียวยาเกษตรกรในความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรไร่ละเกือบ 3,000 บาท ซึ่งในจุดนี้กำลังให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบเพื่ออนุมัติเงินช่วยเหลืออยู่ ซึ่งเบื้องต้นหลังจากประชุมคณะรัฐบาลไปเมื่อวันที่ 3 พ.ย.53 ที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขออนุมัติงบกลางจำนวน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ผ่านมาไปแล้ว และคาดว่างบประมาณที่เหลืออาจจะไม่เพียงพอด้วยซ้ำ เนื่องจากในส่วนของภาคใต้ยังไม่นับรวม
นายองอาจ กล่าวว่า หลังจากประเมินความเสียหายภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้น รัฐบาลได้ประเมินว่างบกลางที่เหลืออยู่ 2 หมื่นกว่าล้านบาทนั้น การเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยอาจจะไม่เพียงพอและทั่วถึง จึงได้ยกเลิกงบประมาณของโครงการไทยเข้มแข็งที่ไม่จำเป็นทั้งหมด เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วทั้งประเทศ พร้อมกับชดใช้ค่าเสียหายพืชผลทางการเกษตรของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นด้วย
เตรียมเปิดสภากทม. ระดมพลังชาวกทม.ช่วยเหลือน้ำท่วม
นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 พ.ย. 53 จะมีการเปิดประชุม สภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2553 ทั้งนี้ในการประชุมจะมีการพิจารณาแต่งตั้งประธานคณะกรรมการสามัญ ประจำสภากรุงเทพมหานคร ทั้ง 10 คณะ เพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆของกรุงเทพมหานคร พร้อมกันนี้จะมีการยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงการอภิปรายสมาชิกสภากรุงเทพมหานครถึงแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและระยะยาว และการเตรียมมาตรการเยียวยาสภาพจิตใจภายหลังน้ำท่วม ซึ่งจะต้องติดตามในการประชุมครั้งนี้
ประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สภากรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังต้องติดตามแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สำหรับจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนักอยู่ขณะนี้ กรุงเทพมหานครมีความพร้อมในด้านระดมเงินทุนและสิ่งของจำเป็นจากหน่วยงานและภาคเอกชนต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูจิตใจในระยะแรกและภายหลังจากประสบภัย นอกจากภาครัฐบาลและทหารที่เป็นกำลังหลักในการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือดังกล่าวแล้ว สำหรับกิจกรรมพิเศษอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะสามารถระดมทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป
ผบ.ตร.ส่ง"อดุลย์"ลงสงขลาบัญชาการตำรวจช่วยน้ำท่วม
ที่กองบินตำรวจ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผบ.ตร. พล.ต.ท.ดนัยธร วงษ์ไทย ผู้ช่วยผบ.ตร. ได้รับมอบหมายจากพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.เดินทางด้วยเครื่องบิน ชนิดคาซ่านำถุงยังชีพจากสมาคมแม่บ้านตำรวจกว่า 1,000 ชุด ลงพื้นที่ จ.สงขลาเพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ในตัวเมืองหาดใหญ่และอ.นาทวี จ.สงขลา โดยมีพล.ต.ท.วีรยุทธ สิทธิมาลิก ผบช.ภาค 9 ,พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูไชยยะ ผบช.ศชต.ร่วมด้วย พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวภายหลัง รับฟังรายงานสถานการณ์ว่า รับมอบหมายจาก ผบ.ตร.ให้มาจัดการระดมกำลังตำรวจทุกหน่วยเข้าช่วยเหลือประชาชน
พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า ได้สั่งการตั้งจุดตรวจ ว 43 เพิ่มเพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ ป้องปรามเหตุลักทรัพย์ โจรกรรมหลังน้ำลด และให้ตำรวจตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุจากประชาชนด้วย ทั้งนี้แม้ในพื้นที่ ศชต.ที่ยังมีบางส่วนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติตำรวจก็ยังเข้มข้น ในการรักษาป้องกันความไม่สงบ



