ข่าว

รู้ทันกฎหมาย - น้ำท่วมบ้าน

รู้ทันกฎหมาย - น้ำท่วมบ้าน

04 พ.ย. 2553

น้ำมามากเกินไปก็ทำให้ชาวไทยเดือดร้อน ที่อยู่อาศัยไม่จมหายไปก็กลายเป็นเกาะกลางน้ำ คนอยู่อาศัยหนีน้ำได้แต่ไม่สามารถถอนเสาเอาไปด้วยได้ เกิดความชำรุดเสียหายก็ต้องรู้วิธีว่าใครมีหน้าที่ซ่อมแซม โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ใช่บ้านของตัวเองแต่เช่าเขาอยู่

 ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบ้านได้หรือไม่ จะนอนบนหลังคาหรือว่าอพยพไปที่ไหน   สัญญาเช่าก็ทำให้เราต้องจ่ายค่าเช่าต่อไป เว้นแต่จะได้บอกเลิกสัญญา ซึ่งต้องทำตามขั้นตอนให้ถูกต้องด้วย

 การเช่าที่มีกำหนดเวลา จะบอกเลิกก่อนครบกำหนดได้ แต่ไม่ตัดสิทธิอีกฝ่ายที่จะเรียกค่าเสียหาย เว้นแต่จะได้กำหนดกันไว้ในสัญญาเป็นอย่างอื่นใดให้ทำได้ก็ให้เป็นไปตามนั้น 

 แต่ถ้าครบสัญญาเช่าที่ทำกันไว้แล้วแต่อยู่ในบ้านต่อมา ถือเป็นการต่อสัญญาเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลาเอาไว้ สามารถเลิกเช่าได้ เพียงบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ว่าจะโดยฝ่ายไหนก็ตาม

 ผลของการเลิกเช่าตามปกติทั่วไปก็คือ ไม่ต้องจ่ายค่าเช่ากันต่อไปและผู้เช่าก็ต้องส่งมอบบ้านคืนให้แก่ผู้ให้เช่าไป ในสภาพที่ดีตามที่ควรจะเป็น 

 แต่ในสภาพน้ำท่วมอย่างนี้ ย่อมต้องมีความเสียหายเห็นๆ เป็นไปไม่ได้ที่ผู้เช่าจะคืนบ้านให้ในสภาพดีไม่มีความชำรุด เมื่อความเสียหายของบ้านไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้เช่า จะเอาภาระมาพะไว้กับผู้เช่าก็ไม่เข้าท่า เพราะว่าเป็นภัยพิบัติของธรรมชาติ จัดได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ให้เช่าก็ต้องรับๆ ไปในสภาพเช่นนั้น

 หากยังเสียดายไม่อยากทิ้งถิ่นฐาน ก็ต้องปฏิบัติตามสัญญาว่าด้วยการจ่ายค่าเช่าต่อไป หากจะขอลดราวาศอกแค่ไหนก็เป็นเรื่องของการเจรจาขอความเห็นใจ ผู้ให้เช่าหากอยากได้คนเช่าไว้เพื่อมีรายได้ต่อไปก็ควรจะให้ความกรุณา

 เมื่อน้ำมาก็ต้องมีเวลาน้ำลด ผู้เช่าที่อดกลั้นเช่าต่อไปได้ก็ต้องมาจัดบ้านช่องให้อยู่ได้ต่อไป ปัญหาว่าแล้วใครที่จะมาซ่อมแซม

 กฎหมายกำหนดบทบาทเอาไว้ให้หน้าที่ซ่อมแซมบ้านทั่วๆ ไปเป็นของผู้เช่า จะต้องทาสีผนังใหม่เปลี่ยนผ้าม่านก็ทำไปด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัว แต่ถ้าเป็นความเสียหายในเชิงโครงสร้างหรือในเรื่องใหญ่ๆ เช่นหลังคาปลิวหายไปหรือพื้นปาร์เก้หลุดล่อน คนซ่อมเป็นผู้ให้เช่า เว้นแต่จะตกลงในสัญญาเป็นอย่างอื่นใดก็ให้เป็นไปตามนั้น

 มีบ้านให้เช่าหรือได้เช่าบ้านใคร ก็อย่าได้เกี่ยงหน้าที่รับผิดชอบต่อกัน   น้ำท่วมก็ลดได้แต่น้ำใจมีแต่จะทวีคูณ

"ศรัณยา  ไชยสุต"