
แก้ปัญหาแบบเจ๊กตื่นไฟ !
"ผมยังเชื่อว่า ถ้าวางแผนกันจริงจังเรื่องการจัดการน้ำไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าเราบริหารจัดการน้ำข้างนอกได้ ที่เหลือก็มาจัดการน้ำในเมือง เพียงแค่รู้ว่า น้ำจะไหลไปไหนเท่านั้น ถ้ารู้เราก็จะได้วางท่อสูบน้ำให้มันถูกจุด"
ท่ามกลางความโกลาหลจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ภาคกลาง อีสาน ยังไม่ทันแห้งเหือด ภาคใต้ก็ถูกกระหน่ำด้วยน้ำฝนที่มีปริมาณมากผิดปกติ จนทำให้หาดใหญ่ จ.สงขลา เมืองหลวงของภาคใต้ จมน้ำ ประชาชนนับแสนคนกำลังเผชิญปัญหาอดอยาก และเกิดมีคำถามว่า จะทำอย่างไรเพื่อป้องกัน ย้ายเมืองหรือจะขุดคลอง-สร้างเขื่อน
ในมุมมองของ "นักผังเมือง" อย่าง พนิต ภู่จินดา อาจารย์จากภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามว่า ถ้าเราจะลงทุนกับสิ่งที่เราประเมินคร่าวๆ แล้วว่า 10 ปีเกิดขึ้น 1 ครั้ง เราจะลงทุนแบบไหนเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า
"ย้ายเมืองก็ช่วยไม่ได้ เพราะเรื่องแบบนี้เราจะคิดแค่ความเป็นเมืองมันไม่ได้ คิดง่ายแบบนี้ สุดท้ายน้ำก็ไปท่วมที่อื่นอีก สุดท้ายก็ต้องมีคนโวย อย่างกรณี กทม.เห็นได้ชัดเจน เพราะเราไม่ให้น้ำเข้า กทม.แล้วคนอื่นล่ะ จังหวัดอื่นล่ะทำไมไปให้เขารับแทน"
พนิตบอกว่า การบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่นักผังเมืองจะไม่มองเพียงแค่เมืองใดเมืองหนึ่ง หากแต่จะมองเป็นภาค ซึ่งก็คือลุ่มน้ำ ซึ่งกรณีลุ่มน้ำโขงนั้นชัดเจน ต้องแก้ปัญหาแบบนั้น หรืออย่างสุวรรณภูมิ ก็ต้องมองไปถึงอยุธยา
ที่สำคัญ การจะไปมองแค่ว่าท่วมปีละ 10 วัน 15 วัน แล้วต้องย้าย ในขณะที่อีก 300 กว่าวันที่เหลือ ศักยภาพของทั้ง กทม.และหาดใหญ่เองก็มีเหลือเฟือ การจะตัดสินใจอย่างไรจึงต้องดูให้ครบถ้วน
พนิตกล่าวว่า ในต่างประเทศหากจะสร้างเขื่อนสักเขื่อน เขาจะคำนึงถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางน้ำ การผลิตไฟฟ้า ชลประทาน การเกษตร ป้องกันน้ำท่วม อนุรักษ์ธรรมชาติ แม้กระทั่งเป็นสถานที่พักผ่อน
"แต่เขื่อนบ้านเราไม่ใช่อย่างนั้น เจ้าของเขื่อนยังเป็นการไฟฟ้าอยู่เลย ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำ มันจะไปบูรณาการกันได้อย่างไร กรมเจ้าท่าก็อย่างหนึ่ง กรมชลประทานก็อีกอย่าง พอเกิดปัญหามันก็เหมือนกับเจ๊กตื่นไฟไปหมด รัฐไปทาง ทีวีไปทาง ใครอยากจะแจกก็แจก"
เขาชี้ว่า การแก้ปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติในบ้านเรานั้น ทำกันแค่ให้ผ่านปีไป หนาวก็แจกผ้าห่ม ปีหน้าหนาวใหม่ก็แจกใหม่
"ตอนนี้น้ำท่วม ก็เอาเรือไปแจก แต่ 10 วัน 15 วัน น้ำลด แล้วจะเอาเรือไปไว้ที่ไหน"
เขาย้ำว่านี่คือการสะท้อนถึงแนวคิดการแก้ปัญหา การบริหารจัดการเมืองใหญ่ ที่ล้มเหลวเพราะต่างคนต่างทำ
"คุณเคยเห็นป้ายของ กทม.แถวๆ ศาลเจ้าพ่อเสือมั้ย บอกว่า ห้ามขุดถนน พบเห็นแจ้ง 1555 นี่เป็นป้ายที่บอกกับชาวบ้านว่า ล้มเหลวด้านการทำงานอย่างสิ้นเชิง ชาวบ้านไม่มีใครไปขุดหรอก จะมีก็แต่หน่วยงานกึ่งรัฐที่ผลัดกันขุด แต่ถึงกับลงทุนติดป้ายนี้ไว้ก็แสดงว่า พวกคุณคุยกันไม่ได้เลยใช่ไหม"
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในเมืองใหญ่นั้น พนิตกล่าวว่า ปกติจะแบ่งน้ำออกเป็น 2 อย่าง คือน้ำในเมืองซึ่งก็คือน้ำเสียจากครัวเรือน และน้ำฝนที่ตกในเมือง และน้ำนอกเมือง ที่จะไหลเข้ามา ปกติก็จะทำทางเลี่ยงเมืองให้ไหลไป
"ในพื้นที่ กทม.ฝนตกทีไรท่วมทุกที เพราะน้ำจากครัวเรือนมันมีมากอยู่แล้ว พอเติมเข้ามา ท่อก็รับไม่ไหว ถามว่าจะเพิ่มขนาดท่อได้ไหม มันก็ได้นะ แต่ปัญหาว่าถ้าใหญ่ไป ช่วงน้ำแล้งไม่มีแรงดันตะกอนออก ท่อมันก็ตัน ที่สำคัญยังมีปัญหาการกำหนดระดับถนน มันต้องกำหนดให้ได้ว่า ระดับไหน เพื่อจะได้รู้ว่า เมื่อน้ำมา น้ำจะไหลไปที่ไหน แล้วค่อยไปจัดการตรงนั้น"
แน่นอนว่าประเด็นนี้ พนิตยืนยันว่า ยังไม่เคยเห็น กทม.ทำแบบนี้มาก่อน สำนักระบายน้ำทำได้เพียงสูบน้ำจากอีกที่ แล้วมันก็ไหลไปท่วมอีกที่เท่านั้น
"ผมยังเชื่อว่า ถ้าวางแผนกันจริงจังเรื่องการจัดการน้ำไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าเราบริหารจัดการน้ำข้างนอกได้ ที่เหลือก็มาจัดการน้ำในเมือง เพียงแค่รู้ว่า น้ำจะไหลไปไหนเท่านั้น ถ้ารู้เราก็จะได้วางท่อสูบน้ำให้มันถูกจุด"
พนิตกล่าวว่า เรื่องที่น่าตลกอย่างหนึ่งก็คือ พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา มักจะมีคนมาร้องบอกว่า เป็นไงล่ะ เตือนแล้วไม่ฟัง เตือนแล้วไม่เชื่อ
"เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะก่อนหน้านี้คุณไม่เคยพยากรณ์ถูกเลย คนที่เป็นผู้นำหมู่บ้าน ผู้นำชุมชนเขารับไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่มากกับการที่จะไปบอกกับลูกบ้านว่าให้อพยพวัว-ควาย ไปไว้ที่สูงก่อนที่น้ำจะมา แล้วสุดท้ายมันไม่มา ชั่วชีวิตนี้เขาก็จะกลายเป็นตัวตลก ที่หาความน่าเชื่อถืออันใดไม่ได้เลย ปัญหามันอยู่ที่การทำงานของคุณมันแม่นยำชัดเจนแค่ไหนต่างหาก"
พนิตย้ำในตอนท้ายว่า เรื่องน้ำท่วมจะมาคิดเฉพาะหาดใหญ่ หรือ กทม.หรือเมืองใหญ่ๆ ไม่ได้ มันต้องคิดทั้งภาคทั้งลุ่มน้ำ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปทั้งระบบ ไม่ใช่แก้ที่นี่ได้ เพราะอีกพื้นที่รองรับความเดือดร้อนอยู่อย่างทุกวันนี้
ศรายุทธ สายคำมี



