
แอลพีจีโลกพุ่งดันยอดชดเชยสนพ.ย้ำปีหน้าแยก2ราคาแน่
สนพ.ยืนยันต้องปรับราคาแอลพีจีเป็น 2 ราคา หลังจบมาตรการตรึงราคา คาดศึกษาโครงสร้างเสร็จต้นปีหน้า เผยยอดชดเชยส่วนต่างการนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เหตุราคาในตลาดโลกสูงขึ้น
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า หลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจี ในช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 จำเป็นต้องมีการปรับราคาแอลพีจีเป็น 2 ราคา เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อให้ปริมาณการใช้แอลพีจีสะท้อนความเป็นจริง ซึ่งคาดว่าการศึกษาต้นทุนการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีจะแล้วเสร็จต้นปี 2554
ขณะที่แนวโน้มการชดเชยส่วนต่างการนำเข้าแอลพีจีของกองทุนในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านบาท จากเดือนตุลาคมที่อยู่ในระดับ 1,500 ล้านบาท เป็นผลจากราคาแอลพีจีตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าราคาแอลพีจีจะสูงต่อเนื่องถึงปี 2554 ส่วนปริมาณนำเข้ายังทรงตัวอยู่ที่เดือนละ 1.3 แสนตัน อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังไม่มีแผนเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ แม้ยอดชดเชยส่วนต่างแอลพีจีจะสูงขึ้น เพราะฐานะกองทุนยังเป็นบวก
สำหรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าช่วง 8 เดือนแรกของปี ตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนสิงหาคม 2553 ปรับเพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฐานปีที่แล้วต่ำ อีกทั้งเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว การส่งออกดีขึ้น ส่วนปริมาณการใช้ไฟฟ้าปี 2553 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่การใช้น้ำมันในรอบ 8 เดือน ขยายตัว 2-3% ส่วนปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่วันละประมาณ 8 แสนบาร์เรล คาดว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกตลอดปีนี้ และปีหน้า จะอยู่ในระดับประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
นายวีระพลกล่าวอีกว่า กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในปี 2556 ให้ได้ปีละ 162 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นพลังงานทดแทนไฟฟ้าที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 579 ล้านบาท สามารถทดแทนก๊าซหุงต้มได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 88 ล้านบาท ทดแทนน้ำมันเตาได้ไม่ต่ำกว่า ปีละ 84 ล้านบาท และทดแทนน้ำมันดีเซลไม่ต่ำกว่าปีละ 1.6 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่าปีละ 754 ล้านบาท



