ข่าว

"สมคิด"หนุนรัฐกู้เงินต่างประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ

"สมคิด"หนุนรัฐกู้เงินต่างประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ

01 เม.ย. 2552

"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" อดีตรองนายกรัฐมนตรี มองประเทศไทยจะไม่มีความสุขเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต เพราะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ แนะรัฐบาลส่งเสริม SMEs และภาคการท่องเที่ยวเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นและเห็นด้วยกับการกู้เงินต่างประเท

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ได้จัดประชุมวิชาการระดับชาติ “ ฝ่าวิกฤติประเทศไทย : ทางเลือกสู่สังคมใหม่ ” โดยนาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ฝ่าวิกฤตประเทศต่อทางเลือกสู่สังคมใหม่" ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยจะไม่มีความสุขเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต เพราะปัจจุบันต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้เกิดปัญหาคนตกงานมากกว่าที่เคยปรากฏในอดีต และสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ ซึ่งนับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกจะต้องใช้ระยะเวลา 1 - 2 ปี จึงจะฟื้นตัว

 ดังนั้น รัฐบาลต้องหาแนวทางรับมือในระยะสั้นด้วยการเพิ่มความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดูแลปัญหาสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ SMEs และภาคการท่องเที่ยวเป็นเรียลแฟคเตอร์ส ( Real Factors) ซึ่งเป็นภาคที่มีการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ให้สามารถประคับประคองตนเองให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ

 "ผมเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะมีการกู้เงินจากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนเม็ดเงินจะเป็นเท่าไรนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะตัดสินใจ แต่สิ่งสำคัญควรเน้นการลงทุนไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว "นายสมคิดกล่าว

 ส่วนกรณีการจัดเก็บรายได้ในปีนี้ของรัฐบาล ที่อาจต่ำกว่าเป้าถึงร้อยละ 15 นั้น นายสมคิด กล่าวว่า ไม่น่าเป็นห่วง โดยเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถดูแลปัญหาได้ และมองว่ารัฐบาลได้ดูแลปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้อย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งตนจะเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาล

  ด้าน นาย ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิกฤติประเทศไทยขณะนี้มีอยู่ 4 ประการ เรียกว่า จตุมหาวิกฤติประเทศ สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ได้แก่ วิกฤติทางด้านเศรษฐกิจ ที่ได้รับอิทธิพลและส่งผลกระทบทางการเงินการคลังไปทุกประเทศ วิกฤติทางด้านการเมือง เกิดความแตกแยกรุนแรง มีความเห็นแตกแยก เป็นศัตรูกัน แบ่งฟักแบ่งฝ่าย วิกฤติทางด้านสังคม ซึ่งปกติมีอยู่แล้วแต่เมื่อมารวมกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเมืองก็ทำให้ปัญหาสังคมรุนแรง เช่นทำให้สังคมเกิดความรุนแรง เดือดร้อนเรื่องรายได้ การจ้างงาน สวัสดิการสังคมมีปัญหา ความปลอดภัยไข้เจ็บรุนแรงขึ้น ไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ ปัญหาวิกฤติ3จังหวัดชายแดนภาคใต้

 “ขณะนี้สังคมไทยต้องการ 3 อย่างคือ ความดี ความสามารถ และ ความสุข ที่ผ่านมาเรามีความดีบ้างแต่ยังดีไม่พอ คนยังเห็นแก่ตัว โลภ เกิดขึ้นจนชาชิน นำไปสู่การคิดประดิษฐ์ กอบโกย คิดการป้องกันความเสี่ยง จนกลายมาเป็นความเสี่ยงของสังคม เราเสียดุลอย่างแรง ความสุขที่เคยมีอยู่บ้างลดหายลงไปเลย ที่สำคัญปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ส่งผลกระทบต่อทุกด้าน สร้างปัญหามหาศาล ” นายไพบูลย์ กล่าว

 นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ทางออกปัญหาต้องมององค์รวม ปัญหาทั้ง 4 อย่างรัฐบาลจะต้องมีกลไลและวิธีการพิเศษเข้ามาจัดการ ดูเหมือนว่าปัญหาทุกอย่างรัฐบาลรับรู้แล้วแต่ยังไม่มีกลไลเพียงพอในการแก้ไขปัญหา แม้ว่าปัญหาเศรษฐกิจจะมีมาตรการออกมาแล้ว แต่ปัญหาการเมืองยังไม่มี น่าจะต้องมี เพราะจะทำตัวเชิงรับคงไม่ทัน สังคมเดือดร้อนหลายอย่างอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจ ปัญหาภาคใต้ยังมีปัญหา กลไลที่มีเพียง กระทรวงต่างๆแล้วแต่ยังไม่พอ สังคมมีหลากหลายมิติแต่จะให้โฟกัส ก็ต้องโฟกสไปที่ชุมาชน 2 อย่าง ชุมชนหมู่บ้าน ชุมนุมในเมือง ซึ่งมารวมกันในที่ทำงาน ที่จะทำให้ชุมชนดีตั้งเป้าไปที่ชุมชนที่ทำงานดีที่สุด จะเป็นโครงการที่อยู่เย็เป็นสุขร่วมกัน การทำแบบนี้จะทำให้ชุมชนได้ร่วมคิดร่วมทำ ดูแลชีวิต ให้ดีอย่างพอเพียง สมดุล อีกวิธีค้นหาวิธีที่เขาทำอยู่แล้ว ต้องได้รับสนับสนุนพิเศษจากหน่วยงานของรัฐ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลโดยการกระจายอำนาจ กระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นการลงทุนเกี่ยวกับชีวิต ครอบครัวชุชน สามามรถนำพาประเทศไปสู่จุดยั่งยืน จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลไลพิเศษขณะนี้ไม่ทำงาน แม้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่

 “เดือดร้อนมากคือการเมืองกระทบกระเทือน การทำมาหากิน โรคภัย 1 ระดับชาติ และ ระดับท้องถิ่น ควรส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ สันติสุข ในสังคม สร้างความเป็นปึกแผ่นของสังคม เป็นสิง่ที่สังคมไปได้ดี ปัญหาสังคมไทยขณะนี้แตกแยก แตกสามัคคี การแห้ไขปัญหาอื่นๆ เด็ก คนแก่ แก้ยาก ในยะดับท้องถิ่นและระดับชาติ ” นายไพบูลย์ กล่าว

 นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สังคมโดยรวมต้องการสมานฉันท์  รัฐบาลเองมีนโยบายแต่ไม่มีกลไลที่ดีพอ การให้สถานบันพระปกเกล้า เป็นแนวคิดที่ดีในสถานการณ์ปกติ แต่ใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ไม่ปกติ จุดที่เป็นไปได้ค่อยทำ คื อ ประธานรัฐสภา ผู้นำฝ่ายค้าน รัฐบาล 4 คนน่าจะเริ่มกันได้ คิดด้วยกัน ไปทีละก้าว ทีละตอนหลังจากนั้นเชิญพรรคการเสมือง เสื้อเหลือง แดง ภาคประสังคม หาข้อตกลงร่วม หาคนหลางเข้ามาช่วยทำงาน อย่างนี้เรียกว่าศิลปะสันติวิธี ระยะสั้นต้องแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยเร็ว หรืออีกทางหนึ่งต้องสู้กันแบบชนะไปข้างหนึ่ง แต่ต้องสู้โดยไม่ต้องสูญเสียเช่นประวัติศาสตร์

  "ต้องดูแลเรื่องภาคประชาสังคม คนไม่มีรายได้ คนแร่ร่อน เจ็บป่วย สวัสดิการสังคม เป็นต้น ที่สำคัญรัฐบาลท้องถิ่นต้องร่วมท้องถิ่น ควรมีกลไลพิเศษให้ครบ หาวิธีการที่ดี โดยเฉพาะปัญหาการเมืองต้องใช้วิธีสันติวิธี เดินไปทีละขั้น เชิงรุก มีส่วนร่วม ใช้ความรู้และให้ได้ผลเร็ว รัฐบาลในฐานบริหารบ้านเมืองต้องทำ "นายไพบูลย์ กล่าว

  ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า กล่าวว่า วิกฤติวันนี้ถือว่ารุนแรงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤติการเมืองเป็นวิกฤติที่ซับซ้อนมากในเรื่องความดี คุณธรรม ทำให้เยาวชน งง ว่าอะไรคือแบบอย่างที่ดีงาม การประพฤติทุจริต ประพฤติไม่ชอบ เป็นเรื่องที่ไม่ผิด เพราะมีคนจำนวนมาก นี่เป็นการต่อสู้ของ 2 ฝ่ายที่มีผลต่อสังคมในอานคตเป็นอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้ปัญหาการเมืองเริ่มเบาลงไปบ้างแล้ว แต่ถึงวันนี้กลับเติมเชื้อลงไปอีก เพราะการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ปรากฎข้อเรียกร้องต่างๆ และ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่จะเผด็จศึกในวันที่ 8-9 เม.ย.นี้ ซึ่งถ้ารัฐบาลสู้ไม่ไหวยุบสภา จะเป็นการซ้ำเติมวิกฤติ ประชาชนเสียประโยชน์ ต้องเผชิญกับวิกฤติที่รุนแรง เสียเวลาอย่างน้อย 4 เดิอนปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กำลังถาโถม เพราะแม้แต่ประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง ยังรับมือกับปัญหานี้อย่างยากลำบาก
 “ ประเทศที่มีสงคราม เขาไม่ตัดสินใจเลือกตั้งใหม่เมื่อครบวาระมีการยืดเวลาออกไป แต่บัดนี้นักการเมืองไทยกำลังทำอะไร ไม่มีใครคิดต่อต้าน มันไกล้เกิดสงครามกลางเมืองแล้ว หรือจะปล่อยให้ประเทศล่มสลายแล้วจึงมาบำรุง ฟื้นฟูกันใหม่ เช่นนั้นหรือ คนไทยขณะนี้กำลังตกเป็นเหยื่อของนักการเมือง เคลื่อนไหวเพื่อวัตถุประสงค์ของตัวเอง นี่ถึงยุคกลียุคของบ้านเมืองแล้ว ทำลายชาติ ทำไมนักการเมืองต้องมาปลุกระดม ถ้าเราผ่านตรงนี้ไปไม่ได้ สังคมใหม่ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ประเทศชาติจะแตก เหมือนกรุงศรีอยุธยาในอดีต ”

 นายสมบัติ กล่าวอีกว่า นักการเมืองที่ไม่ประสงค์ดีต่อบ้านเมือง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเสียสละ ประโยชน์ส่วนตัว ตามที่ตัวเองบอกว่ารักประเทศ ยอมตายเพื่อประเทศได้ วันนี้สังคมต้องการการเสียสละแบบนี้จริงๆ ยุติความขัดแย้ง รับมือปัญหาวิกฤติ เพื่ออนาคตก่อนที่ประเทศจะดับสูญ

 “ แม้มิวิฤติก็ต้องมำทางออก ยังมีทางแม้ว่าแคบๆเล็ก รัฐฐาลจะต้องมุ่งมั่นแ แน่วแน่ ต้องมีพลังใน 1 นายกต้องไม่เผชิญกับความขัดแย้ง มอบให้สุเพท เดินหน้าทำงาน 2 ต้องยึดหลักกฎหมายไม่เลือกปฏิบัติ สร้างความเชื่มมั่นเกิดขึ้นในสถบาบันยุติธรรม ไม่เช่นั่น 3 นายกต้องไมม่ประพฤติผิดกฎหมาย และ ไม่ปกป้องรัฐบามนตรีที่ผิดกฎหมาย 4 นายกต้องทุ่มมเททแก้ปัญห่าว่างงาน 4 คน เงิน 2 , 000 ไม่ทำอะไรเลยช่วยคนตกงาน ขับเคลื่อนโครงาการที่ยั่งยืนประโยชน์ยาวนาน ควรมีโครงการ 2 แสนล้าน สร้างโรงเรียน โรงพยบาล ภายใน 2 ปี สร้างงานได้จำนวนมาก ทำให้ยั่งยื่นหลายปี SME อยู่ได้ “ที่สำคัญต้องยกระดับการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ รองรับการเจริญเติบโตในอนคต ลงทุนสร้างคนมีผลยั่งยืนยาวนาน

 “ ที่ไปช่วยยังเป็นคนในเมือง คนรากหญ้ายังไม่ช่วยจริงจัง ผลิตเกษตรผลยังไม่มีช่วย หนี้สินเกษตรยังไม่แก้ปัญหา ต้องดูแลค้นเลกห่านี้ผลิตให้มีมากขึ้น ตนลอยยังไม่รู้จักคนยากคนจน ถูกโจมตี รัฐบาลต้องซื้อเอ็นพีเอล หนี้เกษตรกรให้กองทุนฟื้นฟู บริหาร ช่วยหนี้เกษตรได้มากกว่า ครึ่งหนึ่ง 2 ปรับโครงการราคาผลิตผลเกษตร ถ้าปล่อยไปเกษตรกรยังยากลำบากต่อไปไม่จบไม่สิ้น สร้างระบบประกันการผลิตให้มั่นคง ปรับกลยุทธทางการตลาดให้เหมาะ ถ้าทำได้ เกษตรกรเลิกจน ปัจจุบันมองเห็นคนจนแล้วกล้าๆกลัว อย่างนี้อาจจะไปไม่รอด ทำให้คนรากหญ้าอุ่นใจ ให้เขาเห็นว่ารัฐบาลแคร์เขา คนเราชกลมข้างเดียวไม่ชนะ ในที่สุดหมดแรง แต่ถ้ารัฐบาลชกด้วยมันมาก ทางออกยังพอมีแม้ว่าช่องแคบ แต่ถ้ารัฐบาลเข้าใจ ทำงานหนักจริง ได้ผลจริง โดยเฉพาะคนว่างาน ตกงาน ถ้าไม่เช่นนั้นรัฐบาลมีปัญหาแน่