ข่าว

ตาบอดคลำรถไฟความเร็วสูง

ตาบอดคลำรถไฟความเร็วสูง

04 พ.ย. 2553

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วนายกฯ อภิสิทธิ์หลบน้ำท่วมไป 2-3 วันเพื่อไปประชุมผู้นำอาเซียนที่กรุงฮานอย สาระสำคัญที่ท่านนายกฯ ได้พูดในที่ประชุมเรียกความสนใจของผู้คนได้ คือ นำเอาคำคมไปพูดว่า

“ประชาคมอาเซียนจะขยายตัวผ่านระบบการค้าระหว่างกันด้วยการยกเว้นภาษีนั้นไม่เพียงพอ ประชาคมอาเซียนจำต้องสร้างระบบติดต่อเชื่อมโยง (connectivity)..." ท่านยกตัวอย่างกระบวนการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างชาวอาเซียนด้วยกันนั้น ระบบรถไฟความเร็วสูงก็เป็นเครื่องมือที่จำเป็น

 ก่อนท่านนายกฯ จะเดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้ รัฐสภาไทยก็ได้ลงมติรับรองกรอบการเจรจาความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยโดยมีแผนว่าจะเชื่อมต่อกับจีนผ่านเวียดนาม ลาวหรือเขมรมาสู่ไทยแล้วต่อไปยังมาเลเซียเลยไปถึงสิงคโปร์ นี่คือความฝันอันบรรเจิดตามแนวทางคอนเนกติวิตี้

 หลายคนที่ได้เฝ้าดูการถ่ายทอดประชุมรัฐสภาที่ว่าด้วยเรื่องนี้ข้ามวันข้ามคืนนั้นจะมีความรู้สึกอย่างเดียวกันคือรู้สึกเสมือน ส.ส.และส.ว.หลายคนอภิปรายเหมือน “คนตาบอดคลำช้าง” กล่าวคือแต่ละคนก็จะพูดไปตามแนวทางความคิดของตนเป็นส่วนๆ โดยไม่เข้าใจเรื่องที่พูดทั้งหมดเหมือนที่นิทานว่าใครไปจับหูช้างมาก็คิดว่าจะเอาช้างไปทำพัด ใครไปคลำขาช้างมาก็คิดว่าจะเอาช้างไปทำเสาบ้าน ส่วนคนที่ไปจับหางช้างก็คิดจะเอาช้างไปทำเชือก ฯลฯ

 ฉะนั้นในที่ประชุมเราจะได้ยินส.ส.และส.ว.หลายคนพูดถึงจะเอารถไฟความเร็วสูงไปขนสินค้าทั่วไปซึ่งถึงบัดนี้ไม่มีใครเขาทำกัน นอกจากใช้ขนไปรษณียภัณฑ์บ้างในขบวนรถไฟความเร็วสูง นี่ก็แสดงถึงการไม่รู้เรื่องเรื่องที่จะพูด

 อันว่า “รถไฟความเร็วสูง” นั้นในความหมายสากล ที่ยอมรับกันในขณะนี้ก็คือเป็นขบวนรถไฟที่ใช้ขนส่งคนโดยสารเป็นหลักและสามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้ไม่ต่ำกว่า 200 กม./ชม. และมีการพัฒนาระบบให้รถไฟวิ่งได้ถึง 350 กม/ชม. นอกจากนี้รถไฟความเร็วสูงยังถูกพัฒนาให้เป็น “รถไฟเหาะ” ที่เรียกว่าระบบ MAGLEV โดยรถไฟทั้งขบวนลอยไปเหนือรางด้วยระบบแม่เหล็ก ท่านที่เคยไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้คงได้ทดลองนั่งรถไฟประเภทนี้จากสนามบินเข้าตัวเมือง รถไฟความเร็วสูงระบบ MAGLEV ขณะนี้ญี่ปุ่นทดลองวิ่งได้ถึง 581 กม./ชม. เร็วเกือบจะเท่าเครื่องบินพาณิชย์ทั่วไปแต่สำหรับระบบที่เมืองไทยคิดจะทำนั้นเป็นเพียงรถไฟความเร็วสูงธรรมดาวิ่งได้เพียง 200-250 กม./ชม. แต่ก็จะย่นระยะเวลาเดินทางได้มาก เช่น จากเชียงใหม่อาจจะใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง

 ตามข่าวนั้นรัฐบาลไทยจะสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงใน 5 เส้นทางหลักโดยกทม.จะเป็นชุมทางใหญ่ของประเทศและประมาณจะใช้เงินถึง 8 แสนล้านบาท แต่เมื่อนำราคาค่าก่อสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงในญี่ปุ่นและไต้หวันที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จมาดูก็จะเห็นว่าลำพังสร้างแต่ทางอย่างเดียวก็ตก 2 พันล้านบาทต่อกิโลเมตร ฉะนั้นสายเชียงใหม่สายเดียวก็จะตกไม่น้อยกว่า 1.4 ล้านล้านบาทแล้ว นี่ยังไม่นับค่าซื้อหัวรถจักรและขบวนรถโดยสาร

 เห็นตัวเลขนี้แล้วผมชักจะท้อใจแทนรัฐบาลเหมือนกับที่รัฐสภาเวียดนามท้อใจโดยได้ยกเลิกโครงการรถไฟความเร็วสูงที่คิดจะเชื่อมกรุงฮานอยกับนครโฮจิมินห์ไปแล้ว

 ถ้าเช่นนั้นคอนเนกติวิตี้ด้วยรถไฟความเร็วสูงก็เป็นเพียงคำพูดที่ฟังดูดีเหมือนกับระบบโทรศัพท์ 3จีซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของคอนเนกติวิตี้ รัฐบาลยังปล่อยให้ติดขัดไปทั้งๆ ที่จะมีคนเขาทำให้โดยไม่ใช้งบประมาณอีกทั้งยังแถมเงินให้อีกเป็นแสนล้านก็ยังทำไม่ได้ โครงการรถไฟความเร็วสูงนี้ยุ่งยากกว่ามากมาย คนที่เพิ่งเกษียณส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสได้นั่ง

นายหนูใหญ่ / [email protected]