
มาร์คเมินถูกเทียบกับสรยุทธ์แก้น้ำท่วม
"ไพร"รับพิษน้ำท่วมทำหาดใหญเสียหายหมื่นล้านบาท เร่งเดินหน้าระดมเครื่องสูบน้ำระบายน้ำออกพื้นที่หลังน้ำเริ่มลดระดับจาก3 เมตรเหลือ 1.5 เมตร นายกฯเมินถูกเทียบกับ "สรยุทธ์"ในการแก้น้ำท่วม ชี้เสียงวิจารณ์เป็นเรื่องปกติ ชาวบึงเนียมฮือขุดคันกั้นน้ำพองหลังน้ำทะลัก
(3พ.ย.) นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อ.หาดใหญ่เริ่มคลี่คลายบ้างแล้ว หลังจากที่ทุกภาคส่วนยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการนำเครื่องสูบน้ำและเรือท้องแบนเข้าไปให้ความช่วยเหลือ โดยระดับน้ำล่าสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ1.5 เมตร ซึ่งลดลงจากเดิมที่ส่วนใหญ่ระดับน้ำอยู่ในระดับ2-3 เมตร โดยเฉพาะในจุดย้านการค้ากิมหยงและตลาดสันติสุขระดับลดลงเหลือเพียง 50 เซนติเมตรเท่านั้น ทำให้ประชาชนสามารถช่วยเลหือตัวเองได้ระดับหนึ่ง ส่วนระดับน้ำที่ต้องเร่งระบายนั้น คือ จุดบริเวณริมทางรถไฟฝั่งตะวันออกที่ตั้งเป้าสูบน้ำให้แห้งภายในวันนี้ ขณะที่ริมทางรถไฟฝั่งตะวันตกจะต้องสบให้เสร็จภายในวันที่ 4 พ.ย.เพื่อรองรับน้ำที่อาจเอ่อเพิ่มเข้ามาอีกหากเกิดในตก
สำหรับอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้เท่าที่มีการประเมินจากทุกฝ่ายยืนยันว่าปริมาณน้ำท่วมรุนแรงและหนักกว่าอุทกภัยเมื่อปี 43 โดยปริมาณฝนตกในช่วง 2วันวัดปริมาณน้ำฝนได้ถึง 600 มิลลิเมมตร ขณะที่ปี43 ปริมาณน้ำฝฝนที่วัดได้ประมาณ420 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่หากเปรียบเทียบในแง่ความเสียหายนั้นถือว่าอุทกภัยครั้งนี้เสียหายน้อยกว่าโดยมีการประเมินเบื้องต้นประมาณ10,000 ล้านบาท ขณะที่ปี43ค่าความเสียหายทั้งหมดประมาณ14,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการเตรียมการและอพยพประชาชนได้ทันการณ์
"อุทกภัยครั้งนี้รนแรงกว่าปี43 มากโดยระดับน้ำท่วมสงเฉลี่ยอยู่ที่ประมา 3 เมตรแต่โชคดีหากมองในแง่มูลค่าความเสียหายนั้นถือน้อยกว่า โดยเบื้องต้นคาดว่าเสยหายครั้งนี้ประมาณ10,000 ล้านบาท และคาดว่าภายใน1-2 วันนี้จะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ" นายไพร กล่าว
นายกฯเมินถูกเทียบกับ"สรยุทธ์"แก้น้ำท่วม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางมาจากตรวจสถานการณ์น้ำท่วม ที่จังหวัดอุบลราชธานี ว่า สถานการณ์น้ำที่จังหวัดอุบลราชธานีตนคิดว่าน่าจะคลายความกังวลไปได้ค่อนข้างมาก เพราะได้เร่งสูบน้ำออก และน้ำที่มาจากแม่น้ำชีและแม่น้ำมูลไม่น่ามีผลกระทบมากนัก แต่เราไม่ประมาท ซึ่งสถานการณ์จะดีกว่าที่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตนได้คุยกับนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย และนายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สงขลา ซึ่งได้มีการจัดแบ่งโซนเพื่อเข้าช่วยประชาชน ขณะนี้น้ำลดลงพอสมควร ฉะนั้นปัญหาอยู่ที่การช่วยเหลือด้านอาหารและน้ำดื่มเป็นหลัก ซึ่งมีการแบ่งโซนและอุปกรณ์เพิ่มมากขึ้น คิดว่าวันนี้คงคลี่คลายสถานการณ์ไปได้มาก ส่วนงบประมาณของศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่จังหวัดสงขลานั้น เรื่องงบไม่มีปัญหาส่งได้อยู่แล้ว ทั้งนี้สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้มีหลายจังหวัด ตอนนี้เรื่องของฝนยังมีอยู่หลายจังหวัด
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ธรรมดาครับ มีวิพากณ์วิจารณ์ออกมาตลอด ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมถือว่าเป็นความห่วงใยของสื่อมวลชนและประชาชนต่อสถานการณ์ เพียงแต่ว่าพวกเราก็ทำกันอย่างเต็มที่ การตัดสินใจการกำหนดแนวทางนโยบายดูตามสถานการณ์ ก็ตัดสินใจกันทันที” เมื่อถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านายกฯขาดภาวะผู้นำ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ไม่ทราบครับ ก็อยากจะยึดติดรูปแบบ คงอยากจะให้เรียกคนมาประชุมกันเยอะๆ ซึ่งความจริงแล้วการทำงานในยุคนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น”
เมื่อถามว่า เพื่อให้การทำงานเร็วขึ้น เหตุใดจึงไม่มอบหมายให้รัฐมนตรืทำงานแบ่งโซนกันไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วรัฐมนตรีมี 2 หมวกอยู่แล้วในการตัดสินใจ ในส่วนของกระทรวง ทบวง กรม ของตัวเอง เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ก็ดูแลในส่วนของตัวเอง รัฐมนตรีศึกษาธิการ ที่นำนักเรียนอาชีวะมาช่วยได้เต็มที่ ส่วนรัฐมนตรีตามพื้นที่เขาดูแลของเขาเองอยู่แล้ว เช่น ภาคอีสานก็มีรัฐมนตรีของภาคอีสาน ภาคใต้ก็มีรัฐมนตรีของภาคใต้ ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่ต้องกระจาย เพราะสภาพปัญหาแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เราก็อยากโยกทรัพยากรมาตลอด หากพื้นที่ภาคมใต้เริ่มคลี่คลายเบากว่าที่คิด เราก็โยกไปพื้นที่ประสบภัยหนัก ตนก็ทำงานตนว่าก็เป็นระบบดี
เมื่อถามว่า ในภาคใต้นายถาวรจะรับผิดทั้งหมดเลยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใช่ครับ เมื่อถามว่า คิดว่ามีศักยภาพพอหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เพราะมีรัฐมนตรีท่านอื่นซึ่งดูแลพื้นที่ของท่านได้ แต่เราต้องมีการบูรณาการ เพราะหากเอารัฐมนตรีไปคุมพื้นที่ของตัวเองบางทีก็จะมีปัญหาในเรื่องการจัดแบ่งทรัพยากร อุปกรณ์ และความช่วยเหลือ เราต้องดูภาพรวม เมื่อถามว่า มีการเปรียบเทียบนายกฯกับนายสุรยุทธ์ สุทธิทัศนะจินดา พิธีกรโทรทัศน์ช่อง 3 “ธรรมดาครับ ใครอยากเปรียบเทียบก็เปรียบเทียบกันไป ทำงานกัน”
เมื่อถามว่า นายกฯถ้อหรือไม่กับการที่ทำดีแล้วบอกว่าสร้างภาพ ทำพลาดแล้วหาว่าเป็นเด็ก นายอภิสิทธิ์ กล่าวพร้อมหัวเราะว่า “ไม่หรอก ผมไม่ได้คิดอะไร ผมมีหน้าที่ทำงานผมก็ทำไป ผมถือว่าการทำงานกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นของคู่กัน ไม่มีปัญหาหรอกครับผมรู้ว่าเราได้ตั้งใจอย่าง แล้วก็ทำให้ดีที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ก็เข้าใจข้อจำกัดต่างๆ แต่ถามว่าได้อย่างที่ใจต้องการไหม ก็ต้องตอบว่าเป็นไปได้อยากครับ ที่จะได้อย่างใจต้องการในทุกๆเรื่อง” เมื่อถามว่า คิดว่าจะทำให้คะแนนของรัฐบาลลดต่ำลงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดเรื่องนี้
เมื่อถามว่า คิดว่าความแตกต่างระหว่างภาวะความเป็นผู้นำกับการทำงานวันแมนโชว์ต่างกันอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่วิจารณ์ว่าใครคิดอย่างไร ตนเรียนว่าตนก็อ่านอันไหนที่เห็นว่าเป็นข้อติติงที่ควรนำมาแก้ไขก็แก้ไข แต่บางอย่างอาจจะคิดไม่ตรงกัน บางคนบอกว่าเรียกประชุมครม.และข้าราชการระดับสูงบ่อยๆก็ทำได้ แต่ตนดูแล้วในทางปฏิบัติเป็นอุปสรรคในการทำงาน หน้าที่เราคือเราดูภาพรวม ตัดสินใจในเชิงนโยบาย การรกะจายทรัพยากร ตัดสินใจเวลามีเหตุการณ์ที่เกินกว่ากำลังของหน่วยงานเจ้าหน้าที่ ตนก็ใช้ระบบการบริหารแบบนี้ คนอื่นอาจจะใช้แบบอื่นก็เป็นสิทธิที่จะใช้กันไป เป็นเรื่องปกติ
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมานายกฯไม่มียุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาที่ชัดเจน เป็นห่วงแต่เรื่องเงิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่จริงถ้าดูการทำงานไม่ต้องประกาศหรอกมันทำไปแล้ว วิธีที่เราทำงานสถานการณ์ที่ฝนตกหนักน้ำหลากเราเน้นให้ผู้ทำงานส่วนหน้าแก้ไขทันที เมื่อสถานการณ์ดิน ฟ้า อากาศ เริ่มอยู่ตัวเราคำนวณทางไหลของน้ำ แล้วดำเนินการ จะเห็นว่าภาคกลางต่อนล่างและภาคอีสานที่ไปตามลำน้ำชีและมูล เราก็ให้เสริมแนวป้องกัน พอพื้นที่ไหนน้ำลดจะมีกระบวนการเข้าไปฟื้นฟู ตนไม่ต้องประกาศหรอก คนทำงานเขาเข้าใจแล้ว เขาก็ปฏิบัติตามนี้
“ยกเว้นกรณีที่ฝนมามากสถานการณ์ไม่นิ่ง เช่น อำเภอหาดใหญ่ อำเภอปักธงชัย พอเรามีแนวทางการเตรียมเราก็ดำเนินการตามแผนได้ แต่เมื่อน้ำสูงมากไม่สามารถระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือได้ทั่วถึง จะมีปัญหาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะกลาง ระยะยาว ครม.มีมติล่วงหน้าไปนานแล้ว การลงพื้นที่ที่จังหวัดนครราชสีมาและหาดใหญ่ ผมก็ไปวันรุ่งขึ้นเลยหลังจากที่มีภัยเข้ามา ตนคิดว่าขณะนี้มันก็เดินของมันไป คนวิจารณ์มีสิทธิวิจารณ์” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ชาวบึงเนียมฮือขุดคันกั้นน้ำพองหลังน้ำทะลักท่วมทั้งตำบล
นายโอภาส กุสันเทียะ กำนันตำบลบึงเนียม อ.บึงเนียม จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบึงเนียมเกือบ 10 หมู่บ้าน กลายเป็นหมู่บ้านกลางน้ำ เพราะน้ำจากลำน้ำพองที่ปล่อยจากเขื่อนอุบลรัตน์ ได้ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนและไร่นา ที่มีอยู่กว่า 10,000 ไร่เสียหายทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีบ้านเรือนชาวบ้านที่บ้านปากเปือยหมู่ 7 และบ้านคุยโพธิ์หมู่ 6 ได้รับความเสียหายน้ำไหลเข้าท่วมบ้านเดือดร้อนกว่า 200 หลังคาเรือน ทั้งโรงเรียนและวัดก็ไม่เว้นน้ำทะลักเข้าท่วมทั้งหมด
"ตำบลบึงเนียมทั้งตำบล ตั้งอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำพอง และ รอบๆหมู่บ้านจะมีคันกั้นน้ำที่ทำกั้นเป็นคลองชลประทานรอบตำบลเอาไว้ และฝั่งตรงข้ามของคันกั้นน้ำคือฝั่งที่จะบรรจบกับถนนรอบเมืองขอนแก่น และขณะนี้ปริมาณน้ำด้านฝั่งคันกั้นน้ำของลำน้ำพองนั้น ปริ่มฝั่งขึ้นมาแล้ว เหลืออีกเพียง 5 ซม.น้ำจากฝั่งแม่น้ำพองก็จะไหลข้ามไปยังคันกั้นน้ำและไหลทะลักเข้าไปอีกฝั่งและนั่นคือน้ำจะไหลเข้าท่วมถนนเลี่ยงเมืองขอนแก่น และไหลเข้าท่วมเมืองขอนแก่นชั้นในทันที"นายโอภาส กล่าว และว่า
ที่ผ่านมาทางราชการได้ขอร้องให้อุดท่อระบายน้ำที่จะระบายน้ำจากคลองชลประทานมาอีกฝั่งตรงข้ามซึ่งคือฝั่งของเมืองขอนแก่น เพราะอยากจะรักษาพื้นที่นาข้าวที่เหลือรอดจากน้ำท่วมเอาไว้พันกว่าไร่ ทำให้ชาวบ้านในตำบลบึงเนียมทั้งหมดถูกน้ำท่วม 100 % ไร่นาเสียหายกว่า 10,000 ไร่ซึ่งตรงนี้ทางราชการบอกว่าจะชดเชยให้เต็มที่ แต่ขอร้องให้ช่วยเสียสละเพื่อคนเมืองขอนแก่นนิดหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ทำให้ชาวบ้านบึงเนียมไม่พอใจว่า ทำไมต้องเสียสละ พวกเขาไม่ใช่คนหรือ แล้วทำไมต้องรักษาเมืองขอนแก่นเอาไว้ด้วย และ มีชาวบ้านจะมาพังคันกั้นน้ำและจะทำลายท่ออุดน้ำเพื่อให้น้ำไหลทะลักเข้าไปอีกฝากหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ทางตำบลและทางจังหวัดต้องลงมาทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และได้ขอกำลังอส.มาช่วยประจำตามจุดเสี่ยงต่างๆ เพราะกลัวชาวบ้านจะมาขุดท่อและทำให้น้ำทะลักเข้าไปอีกฝั่ง ซึ่งขณะนี้ฝั่งในเมืองขอนแก่นน้ำระดับน้ำต่ำกว่าระดับน้ำที่อีกฝากของคันกั้นน้ำประมาณ 2 เมตร
ด้าน มย.วิชัย ประจันตะเสน อาสาสมัครรักษาดินแดนจาก อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่ต้องมาเฝ้าพื้นที่จุดเสี่ยงบริเวณคันกั้นน้ำ บ้านคุยโพธิ์ ต.บึงเนียมเพราะเกรงชาวบ้านจะมาขุดทำลาย บอกว่า มาตั้งแต่คืนวันที่ 31 ต.ค.เพื่อมารักษาคันกั้นน้ำตรงนี้ ซึ่งพอมาถึงก็ต้องเฝ้าระวังทั้งปริมาณน้ำ ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ขณะนี้ระดับน้ำสูงขึ้นกว่า 5 ซม.แล้ว และเหลืออีกเพียง 5 ซม.น้ำจากฝั่งแม่น้ำพองจะไหลข้ามคันกั้นน้ำมาอีกฝั่งของเมืองขอนแก่น โดยเจ้าหน้าที่อส.ที่มาก็มาช่วยกันทั้งเฝ้าระวังด้วย และทำความเข้าใจให้ชาวบ้านเข้าใจด้วย ซึ่งถือว่าเป็นงานที่เสี่ยงเหมือนกัน
ส่วนนายลิขิต ภาโนมัย บ้านเลขที่ 8/2 หมู่ 7 บ้านปากเปือย ต.บึงเนียม อ.เมือง จ.ขอนแก่น บอกว่า บ้านถูกน้ำท่วมเสียหาย ที่นา 18 ไร่ ที่ข้าวกำลังตั้งท้องได้รับความเสียหายทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีแปลงผักอีก 2 ไร่ ก็ต้องจมน้ำ โชคดีที่มีวัว 6 ตัวสามารถเคลื่อนย้ายออกไปได้ ทำให้ไม่ได้รับความเสียหาย และน้ำท่วมปีนี้ท่วมสูงมาก พอๆกับน้ำท่วมตอนปี 2521 และไม่เข้าใจว่าทำไมน้ำท่วมเพราะฝนหยุดตกไปหลายวันแล้วแต่น้ำกลับยังท่วมอยู่



