
มาร์คลงพื้นที่ให้กำลังใจชาวอุบลน้ำท่วม
นายกฯลงพื้นที่ให้กำลังใจชาวอุบลฯ ยันรัฐบาลจะดูแลให้ความช่วยเหลือต่อเนื่อง วอนขอให้ทุกคนที่ประสบเหตุคลายความกังวล ประวิตรโยน รบ.ลงพื้นที่น้ำท่วมใต้แจงทหารไม่อยากสร้างความยุ่งยาก แต่หนุนเสริม ยุทโธปกรณ์-อาหารสด เกษตรเผยอนาคตอาจเช่าพื้นที่เกษตรกรเป็นแ
(3พ.ย.) เมื่อเวลา 12.30น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่จ.อุบลฯ พร้อมมอบถุงยังชีพให้ประชาชนบริเวณศูนย์อพยพอำเภอวารินชำราบ และกล่าวกับประชาชนหลังรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำว่า ชาวอุบลฯโชคดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกล รับสั่งก่อนหน้านี้ให้รัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นพื้นที่ที่แม่น้ำชีและแม่น้ำมูลมาบรรจบกัน
จากกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวทำให้ทุกหน่วยงานตื่นตัว ประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา ในส่วนรัฐบาลก็ดูแลช่วยเหลือประชาขนที่ได้รับผลกระทบ โดยการเดินทางมาครั้งนี้ก็เพื่อให้กำลังใจ เพราะทราบดีว่าประชาชนเดือดร้อน ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง โดยตัวเลขในเรื่องของการระบายน้ำพบว่าอยู่ในภาวะที่บริหารสถานการณ์ได้ แต่รัฐบาลก็จะไม่ประมาทจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมาตนได้ลงพื้นที่หลายจังหวัดที่ประชาชนประสบอุทกภัย อย่างสถานการณ์ที่อำเภอที่หาดใหญ่ ก็เกิดน้ำท่วมรุนแรง ระดับน้ำสูงมากกว่า 2 เมตร เช่นเดียวกับหลายพื้นที่ในภาคอีสาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คนไทยได้รับความเดือดร้อนสิ่งที่ได้เห็นคือทุกภาคส่วนได้ก็แสดงน้ำใจ หลอมรวมใจเข้าด้วยกัน ทำให้มีส่วนช่วยให้บ้านเมืองมีความสามัคคีมากขึ้น และรัฐบาลจะดูแลให้สถานการณ์คลี่คลายจึงขอให้ประชาชนสบายใจ ในส่วนของทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงภาคการเกษตรก็จะช่วยฟื้นฟูหลังน้ำลด จึงไม่อยากให้ประชาชนกังวลกับเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ยังได้พลปะประชาชนที่มารอต้อนรับ และได้เปลี่ยนแผนจากกำหนดการเดิมที่จะขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อตรวจดูถานการณ์น้ำในจังหวัดอุบลฯ แต่เนื่องจากติดปัญหาปัญหาสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ลมแรง ทำให้เจ้าหน้าที่เป็นห่วงเรื่องของความปลอดภัยจึงแนะนำไม่ให้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ นายกรัฐมนตรีจึงเดินทางกลับมายังกทม.ทันที
“ประวิตร”โยน รบ.ลงพื้นที่น้ำท่วมใต้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีอุปสมบทหมู่พระสงฆ์จำนวน 599 รูป ที่วัดเกตุมดีศรีวราราม จ.สมุทรสาคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่มีพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา โดยมีกำลังพลของกองทัพ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมพิธีอุปสมบทหมู่ ซึ่งจะใช้เวลาในการอุปสมบทจำนวน 30 วัน ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ว่า ขณะนี้กระทรวงกลาโหมได้ร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทยและทุกเหล่าทัพจัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยขึ้นที่ กองบิน 56 (บน.56) จ.สงขลา โดยใช้ชื่อว่า ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบิน 56 ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ดำเนินงานไปก่อนแล้ว และตนก็ได้ประสานงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพเพื่อให้ส่งยุทโธปกรณ์ต่างๆ เข้าไปบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชน อาทิ เรือ เฮลิคอปเตอร์ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆที่จะไปช่วยเหลือประชาชนที่ยังติดอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากองทัพได้พยายามและดำเนินการทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ รวมทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และองค์กรอื่นๆได้ให้ความร่วมมือเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มที่
“ ขณะนี้ทุกเหล่าทัพได้พยายามเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่ ซึ่ง ผบ.ทบ.ได้สั่งให้นำเฮลิคอปเตอร์ลงไปช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมอีก 6 ลำ ด้าน ผบ.ทร.ได้สั่งให้นำเรือหลวงจักรีนฤเบศร์พร้อมเฮลิคอปเตอร์อีกจำนวนหนึ่งเข้าไปช่วยเหลือ ขณะที่ ผบ.ทอ.ได้สั่งการให้นำเครื่องบินลำเลียงแบบ ซี-130 ส่งอาหารสดเข้าไปในพื้นที่ โดยเฉพาะที่กองบิน56 (บน.56) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อนำไปประกอบเป็นอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยจัดตั้งสถานที่แจกจ่ายไว้ 3 จุดหลัก และในแต่ละมื้อสามารถจัดทำเป็นอาหารให้ประชาชนทานได้จำนวน 18,000 คน โดยใช้การขนส่งทางเรือ และเจ็ทสกีในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ซึ่งกองทัพได้จัดส่งเจ็ทสกีเพิ่มเติมในพื้นที่อีกจำนวน 8 ลำ เนื่องจากพบว่าขณะนี้กระแสน้ำแรงทำให้ยากต่อการขนส่งและเข้าไปช่วยเหลือ แต่หากช่วงนี้ยังไม่มีฝนตกเพิ่มก็น่าจะทำให้ระดับน้ำลดลงและช่วยเหลือดูแลได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ขอให้ประชาชนสบายใจได้เนื่องจากทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ ” พล.อ.ประวิตร กล่าว
เมื่อถามว่าขณะนี้ถึงเวลาหรือยังที่ทุกคนจะต้องหันมาร่วมกันช่วยคิดแก้ปัญหา พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องคิดแก้ปัญหานั้นเราคิดกันอยู่แล้ว แต่เนื่องจากรัฐบาลยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณในการดำเนินการจึงยังไม่สามารถช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ แต่เราก็จะดำเนินไปเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งคงจะทำกันอย่างจริงจังในโอกาสต่อไป ส่วนการปลูกจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ป่านั้น กองทัพและหน่วยงานต่างๆได้ดำเนินการมาตลอดอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการอนุรักษ์ป่าและต้นน้ำลำธาร ซึ่งตนก็ได้ดำเนินการอยู่ในส่วนของภาคตะวันออก ซึ่งก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามว่าจะมีการลงพื้นที่เพิ่มเติมอีกหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในวันที่ 4 พ.ย.นี้ ตนพร้อมด้วย พล.อ.ทรงกิตติ พล.ประยุทธ์ จะลงพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นจุดที่ยังมีน้ำขังและมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก โดยจะลงไปดูว่าจะสามารถช่วยเหลือในเรื่องอะไรได้เพิ่มอีกบ้าง ส่วนพื้นที่ภาคใต้นั้นทางรัฐบาลได้ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว กองทัพไม่อยากลงไปสร้างความยุ่งยากหรือความลำบากให้กับเจ้าหน้าที่อีก คงมีแต่การช่วยเหลือด้านอื่นๆมากกว่า
เกษตรเผยอนาคตอาจเช่าพื้นที่เกษตรกรเป็นแหล่งพักน้ำ
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการตรวจพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำในพื้นที่ จ.อ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยาและสุพรรณบุรี โดยเฉพาะที่ จ.สุพรรณบุรี พบหลายพื้นที่ อาทิ อำเภอสามชุก อำเภอบางปลาม้า และอำเภออู่ทอง น้ำยังอยู่ในปริมาณมากและเริ่มทรงตัว โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องหากไม่มีฝนตกเพิ่มคาดว่าจะเริ่มคลี่คลายปลายเดือนพฤศจิกายน กรมชลประทานได้พยายามที่จะเร่งบริหารจัดการระบายน้ำ ซึ่งยอมรับว่าการระบายน้ำออกจากเจ้าพระยานั้นมีความยากลำบากเพราะแต่ละเขื่อนนั้นระดับน้ำยังเกินความจุที่จะรองรับได้ ทั้งในส่วนของอ่างเก็บน้ำกระเสียว เขื่อนพระรามหก และเขื่อนป่าสักฯ อย่างไรก็ดี นับเป็นความโชคดีที่มีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และรองรับน้ำจากหลายลุ่มน้ำในฤดูน้ำหลาก ซึ่งในปีนี้นับว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถช่วยบรรเทาภาวะน้ำท่วมในลุ่มน้ำป่าสักที่จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างมาก ซึ่งได้ช่วยรับน้ำในพื้นที่ จ.ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง และอยุธยา โดยขณะนี้สามารถรองรับน้ำได้ขณะนี้ถึง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร หากไม่มีเขื่อนป่าสักฯ สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่อาจรุนแรงมากกว่านี้
“ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมในอนาคตนั้น เนื่องจากในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอธุยามีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ หากมีการสร้างพนังกันน้ำและระบบป้องกันน้ำกันในทุกชุมชนอย่างแข็งแรงน้ำก็จะระบายได้ยากลำบากขึ้น ในบางพื้นที่อาจต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมหนัก จึงต้องหามาตรการที่จะช่วยชาวนาให้ปลูกข้าวให้ได้ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งในช่วงเวลาที่น้ำหลากนั้นอาจต้องเช่าพื้นที่นาของเกษตรกรเป็นพื้นที่รับน้ำ และเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งจะต้องศึกษาถึงความเป็นไปได้และมีการสำรวจพื้นที่อีกครั้ง” นายธีระ กล่าว
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย ปี 2553 ดังนี้ ด้านพืช ช่วยเหลือร้อยละ 55 ของต้นทุนการผลิตรวม แยกเป็น ข้าว ไร่ละ 2,098 บาท พืชไร่ ไร่ละ 2,921 บาท พืชสวนและอื่น ๆ ไร่ละ 4,908 บาท ด้านประมงและด้านปศุสัตว์ ช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2552 ส่วนที่เกินจากช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยฯ ช่วยเหลือครึ่งหนึ่งของความเสียหายจากเกณฑ์ปกติ โดยจะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 สิงหาคม 2553 จนถึงสิ้นสุดฤดูฝนปี 2553
สำหรับมาตรการด้านหนี้สิน การพักชำระหนี้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร กรณีสมาชิกเสียชีวิตจากอุทกภัย ให้จำหน่ายออกจากบัญชีของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเป็นสูญ โดยรัฐบาลจะรับภาระหนี้แทน กรณีสมาชิกประสบภัยร้ายแรงแต่ไม่เสียชีวิต หนี้เงินกู้เดิมที่มีอยู่ก่อนประสบอุทกภัย ให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ขยายเวลาการชำระหนี้เงินกู้เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีบัญชี 2553-2555 งดคิดดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ตามอัตราที่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเรียกเก็บจากสมาชิก โดยจากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น มีสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ได้รับความเสียหาย 52 จังหวัด สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร จำนวน 271 แห่ง สมาชิก จำนวน 49,304 ราย ต้นทุนเงินกู้ที่มีผลกระทบต่อการชำระหนี้ 3,246.148 ล้านบาท ประมาณการที่จะขอชดเชยปีละ 306.594 ล้านบาท จำนวน 3 ปี เป็นเงิน 919.782 ล้านบาท
เปิด3จุดรับบริจาคน้ำท่วม"ชาวเหนือช่วยชาวใต้"
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่อาคารสำนักงานหอการค้า จ.เชียงใหม่ ถ.ทุ่งโฮเตล อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภาครัฐและเอกชนเชียงใหม่ นำโดยกรรมการหอการค้า จ.เชียงใหม่ ได้ร่วมกับหน่วยงานกองบิน 41และภาคเอกชน มารวมตัวกันประชาสัมพันธ์แจ้งเปิดจุดรับบริจาคสิ่งของและเงิน "น้ำใจชาวเหนือสู่ชาวใต้" เพื่อส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหนักในภาคใต้ มีประชาชนและภาคเอกชนเดินทางมาร่วมบริจาคอย่างคึกคัก
นายมนตรี วงศ์เกษม รองประธานหอการค้าจ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ที่จ.เชียงใหม่ได้เปิดจุดรับบริจาคสิ่งของและเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้แล้ว โดยจุดที่เปิดรับคือที่สำนักงานหอการค้าจ.เชียงใหม่บนถนนทุ่งโฮเต็ล ที่สำนักงานศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ถนนเลียบคลองชลประทาน ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และที่มัสยิดรวม 17 แห่งในจ.เชียงใหม่
ทั้งนี้ 3 จุดดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานกองบิน41ของกองทัพอากาศที่ได้จัดเตรียมเครื่องบิน ซี130 ไว้สำหรับเป็นเที่ยวบินพิเศษที่จะลำเลียงสิ่งของที่ชาวเชียงใหม่ร่วมบริจาคเพื่อบินตรงส่งไปยังอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยของบริจาคเที่ยวแรกจะถูกส่งไปอย่างเร็วในวันที่ 3 พฤศจิกายนและอย่างช้าในวัน 5 พฤศจิกายนนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนสิ่งของที่มีผู้บริจาคเข้ามา จากนั้นจะถูกนำไปรวมที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.) ซึ่งเป็นจุดที่น้ำท่วมไม่ถึงและเป็นจุดรวมของการหุงหาอาหารเพื่อจัดทำข้าวกล่องส่งไปยังผู้ประสบภัยตามที่ต่างๆ ซึ่งขณะนี้ทราบว่านอกจากประชาชนแล้วเจ้าหน้าที่ทหาร-ตชด.ที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ก็เริ่มเข้าสู่สภาพของการถูกตัดขาดจากอาหาร
นายมนตรี กล่าวว่า จากการประสานข้อมูลล่าสุด ทราบว่าสิ่งของที่จำเป็นและพื้นที่ประสบภัยมีความต้องการสูงมากขณะนี้ คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ข้าวหอมมะลิกระป๋อง ข้าวสาร เครื่องดื่มช็อคโกแลตผงทรีอินวัน โลชั่นกันยุง เทียนไข ไฟแช็ค กระบอกไฟฉายพร้อมถ่าน ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้น้ำกัดเท้า เกลือไอโอดีน ผ้าอนามัย และถุงขยะสีดำขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หรือสามารถบริจาคเงินช่วยเหลือได้ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขากาดสวนแก้ว ประเภทออมทรัพย์ ชื่อบัญชี หอการค้าจ.เชียงใหม่(เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม) เลขที่บัญชี 531-0-41967-5 หรือสอบถามรายละเอียดที่โทรศัพท์ 053-241406
ในส่วนของการรับบริจาคผ่านทางมัสยิดนั้น ทางประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจ.เชียงใหม่ได้ประสานทางโต๊ะอิหม่ามในเชียงใหม่แล้ว มีความต้องการรับบริจาคอาหารจำพวกข้าวสารและอาหารฮาลาล เพื่อจะรวบรวมส่งผ่านไปช่วยเหลือในกลุ่มของพี่น้องชาวมุสลิมที่รับประทานอาหารในแบบอิสลาม ซึ่งหลังจากนี้หอการค้าจะได้ส่งหนังสือแจ้งไปขยายความร่วมมือผ่านไปทางเครือข่ายคณะกรรมการร่วมเอกชน.(กกร.) อย่างชมรมธนาคาร สภาอุตสาหกรรม ฯลฯเพื่อมาร่วมด้วยช่วยกัน



