ข่าว

"เราต้องเข้าใจธรรมชาติน้ำ"

"เราต้องเข้าใจธรรมชาติน้ำ"

03 พ.ย. 2553

หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในพื้นที่หลายจังหวัด และล่าสุดภาคใต้ของประเทศไทยในพื้นที่หลายจังหวัดก็ประสบอุทกภัยเช่นกัน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลที่เน้นเรื่องเชิงรับมากกว่ามาตรการป้องกัน

 "ปราโมทย์ ไม้กลัด" อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตอธิบดีกรมชลประทาน อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน "น้ำ" เป็นอย่างดี

 ในมุมมองของ "ปราโมทย์" มองการทำงานของรัฐบาลที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากผลกระทบน้ำท่วมไม่ได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากภัยธรรมชาติ และคนและสังคมที่ไม่ยอมแก้ไขปัญหา สาเหตุไม่ใช่มาจากรัฐบาลเป็นผู้กระทำ แต่เกิดจากภัยธรรมชาติที่รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ ช่วงนี้ทำได้เพียงแจกของบรรเทาทุกข์เท่านั้น

 ผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมบางพื้นที่ความเสียหายรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี เช่น จ.นครราชสีมา สงขลา "ปราโมทย์" มองว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น เพราะสภาพบ้านเมืองที่เจริญขึ้น การจัดผังเมืองไม่ดีสร้างบ้านเรือน สถานที่ราชการ กีดขวางเส้นทางน้ำไหล เมื่อฝนตกลงมามากกว่าปกติ เป็นเส้นทางที่แม่น้ำหลายสายไหลผ่าน ประกอบกับเขื่อนระบายน้ำออก เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันจะโทษใครไม่ได้

 "การแก้ปัญหาทางสังคมยากกว่าการแก้ปัญหาทางเทคนิค อย่างร่องมรสุมพาดผ่านตะวันตกไปตะวันออกเป็นแบบนี้มาหลายสิบปี ห้ามไม่ได้ แต่ครั้งนี้เผอิญไปตกที่เขาใหญ่น้ำเทลงมาที่ลุ่ม แล้วต่อว่าไม่มีการเตือนภัย ต่อให้เตือนน้ำก็ท่วม เพราะไปสร้างบ้านเรือนขวางเส้นทางน้ำ พวกเราต้องมีสติวิเคราะห์น้ำเป็นสสารต้องเข้าใจธรรมชาติ คนที่พูดว่าทำไมไม่เตือนภัย ไม่มีแผนป้องกันคนพวกนี้ไม่ใช่นักเทคโนโลยีน้ำ เป็นนักรัฐศาสตร์ทั้งนั้น" ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำกล่าว

 "ปราโมทย์" บอกว่า ในฐานะเป็นผู้รู้พฤติกรรมน้ำมองว่าการบริหารจัดการเรื่องน้ำต้องปฏิรูปร่วมกัน หลังจากน้ำลดรัฐบาลต้องเสนอแนวทางแก้ปัญหาบรรเทาน้ำท่วมในอนาคต อย่าพูดถึงเฉพาะเรื่องของงบประมาณ แต่ควรตั้งหน่วยงาน หรือองค์กรจัดการเรื่องน้ำอย่างใกล้ชิดเป็นเอกภาพ เพราะขณะนี้หลังเกิดปัญหาน้ำท่วมหารัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรงไม่ได้ เพราะหน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำกระจัดกระจายอยู่แทบทุกกระทรวงทำให้การขับเคลื่อนเกิดปัญหา และในนโยบายรัฐบาลควรระบุเรื่องการบริหารจัดการน้ำให้ชัด

 "องค์กรจัดการเรื่องน้ำควรทำมาตั้งแต่ 10-15 ปี มาแล้ว ปัญหาเกิดจากวัฒนธรรมการเมืองไทย ที่มีผู้ว่าฯ อธิบดี หรือข้าราชการประจำหัวหน้าหน่วยงานไม่มีอำนาจเด็ดขาด เพราะนักการเมืองไปครอบงำ การทำงานไม่ใช่ลักษณะร่วมแรงร่วมใจเพื่อแก้ไขปัญหาเหมือนยุคอดีตที่เน้นแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่นั่งพูดเจ๊าะแจ๊ะไปวันๆ แล้วไม่เกิดงาน"

 ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ มองสถานการณ์เรื่องน้ำท่วมในขณะนี้เกิดจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของน้ำ และรอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเพียงฝ่ายเดียว สังคมไม่เคยช่วยตัวเอง ทั้งที่นักการเมืองมาแล้วก็ไป การคิดทำได้แค่ระยะสั้น บางเรื่องเกินความสามารถที่รัฐบาลจะเข้าไปทำได้ เช่นการตั้งเมืองถิ่นฐานไปแย่งพื้นที่เส้นทางน้ำผ่าน แทนที่จะย้ายออกกลับปักหลักอยู่อาศัยอ้างเป็นถิ่นฐานของปู่ย่า ตายาย เมื่อเกิดน้ำท่วมคงไปโทษใครไม่ได้ เพราะธรรมชาติของน้ำต้องการที่อยู่และที่ไป

 "การบริหารจัดการน้ำของไทยต้องทำร่วมกันกับคนริมตลิ่ง เมื่อหน้าน้ำล้นต้องให้คนที่พักอาศัยริมตลิ่งเตรียมอพยพ หรือต้องให้ยกพื้นบ้านให้สูง ในต่างประเทศจะไม่ให้คนอยู่ริมตลิ่ง แต่คนไทยไม่มีใครเข้าไปจัดการได้ เมื่อประสบเหตุจึงทำได้เพียงบรรเทาปัญหา เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตั้งแต่ต้น และประชาชนเองก็ต้องยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น"

 ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ได้เสนอวิธีที่จะอยู่กับภัยธรรมชาติโดยเฉพาะ "น้ำ" เริ่มจาก "สู้ภัย" อุทกภัย เช่นกรณีกรุงเทพมหานครป้องกันปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ถือว่าเป็นระบบสู้ภัย "หลบภัย" หมายถึงหลบออกจากตัวเมือง หรือไม่อาศัยอยู่ในพื้นที่เส้นทางน้ำผ่าน เมื่ออยู่อาศัยแล้วไม่สามารถสู้กับภัยธรรมชาติได้ก็ต้องหลบ อย่าไปตั้งหมู่บ้านในพื้นที่เชิงเขา โอกาสน้ำท่วมมีสูง ควรย้ายหมู่บ้านไปยังพื้นที่สูง "เปลี่ยนพฤติกรรมธรรมชาติ" โดยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่นการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม

 "ปราโมทย์" เห็นว่า หลังจากน้ำลดสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ควรทำความเข้าใจกับสังคมถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น กรอกความคิดให้แก่ผู้นำองค์กรเช่น องค์การบริหารส่วนตำบล ให้วางแผนจัดการผังเมืองอย่างถูกต้อง เพื่อแก้ปัญหาที่จะอยู่กับธรรมชาติให้ถูกต้องโดยไม่ต้องรอการช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเมื่อเกิดปัญหา

สมถวิล เทพสวัสดิ์