
ธปท.ชี้น้ำท่วมกระทบศก.อีสานไม่มาก
ธปท.มองน้ำท่วมไม่กระทบเศรษฐกิจภาคอีสานมากนัก ระบุพื้นที่เกษตรเสียหายสัดส่วนน้อย ยังเหลือข้าวออกขายได้ราคาดี เพราะผลผลิตน้อยลง มองไตรมาสสุดท้ายเศรษฐกิจยังขยายตัวดี
นายเพิ่มสุข สุทธินุ่น ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจภาคอีสานไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมมากนัก เพราะมีพื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 3 ล้านไร่ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกข้าวของทั้งภาคที่มีอยู่ถึง 22 ล้านไร่ ทำให้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยังมีพืชผลการเกษตรออกมาอยู่ และคาดว่าหลังจากน้ำท่วมลดลง ราคาข้าวทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าจะต้องเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับภาคเศรษฐกิจและการเงินภาคอีสาน ในไตรมาสที่ 3 ปี 2553 พบว่ายังขยายตัวต่อเนื่องตามการขยายตัวของการใช้จ่าย เนื่องจากรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นตามราคาข้าวเปลือกเหนียวที่เพิ่มขึ้นถึง 98.3% ส่วนราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น 43.2% เนื่องจากโรงงานอาหารสัตว์มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการผลิตปศุสัตว์
ส่วนผลผลิตทางการเกษตรโดยรวมยังคงขยายตัว 1.1% ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนที่เพิ่มขึ้น 1.9% ตามการลดลงของผลผลิตมันสำปะหลังเป็นสำคัญ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้ง ซึ่งผลจากราคาพืชผลเพิ่มขึ้น 41.2% และผลผลิตเพิ่มขึ้น 1.1% ส่งผลให้มูลค่าผลผลิตพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 42.8% ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2 ที่เพิ่มขึ้น 36.2%
"การขยายตัวของรายได้เกษตรกรส่งผลให้ประชาชนมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น จึงจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จะเห็นได้จากดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 2.8% ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนที่เพิ่มขึ้น 1.4%" นายเพิ่มสุขกล่าว
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจภาคในไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่ายังคงขยายตัวจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนคือพืชผลเริ่มออกสู่ตลาดและราคาที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกเหนียว ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคามันสำปะหลัง และราคาอ้อย ที่ตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น



