
"พวก"ในโลกของตำรวจ
"อาสาฯ ยังมีตัวตน" คำอธิบายของชาวบ้านภายหลังจากตอบคำถามที่ถูกตั้งขึ้นว่า หากให้คะแนนผลการปฏิบัติงานในการป้องกันและลดอาชญากรรมในพื้นที่นั้นจะให้คะแนนตำรวจเท่าไหร่ ให้คะแนนอาสาเท่าไหร่ ชาวบ้านตอบว่าให้ตำรวจ 30 คะแนน ให้อาสาสมัครตำรวจ (อส.ตร.) 50คะแนน
คำอธิบายเบื้องหลังคำตัดสินดังกล่าวอย่างเช่น ทุกวันจะเห็นอาสาสมัครมาวนเวียนในพื้นที่ที่อาจเกิดคดีอาชญากรรม ถึงแม้ว่าอาสาสมัครจะไม่มีอำนาจทำอะไรได้มากนัก เด็กวัยรุ่นที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทก็ไม่ได้เกรงกลัวอาสาสมัคร “แต่ก็ยังดีกว่า ไม่มีเลย” ชาวบ้านให้ข้อสรุป
“ตำรวจขี้เกียจ เอาแต่ตั้งด่านจับรถอย่างเดียว” คำอธิบายสไตล์กล่าวหาตำรวจ สะท้อนทัศนคติแง่ลบที่ชาวบ้านมีต่อตำรวจ เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานด้านการจราจรเป็นส่วนใหญ่ หรือคำบอกเล่าที่ว่า “เวลาเกิดเหตุ อาสาฯ จะถึงที่เกิดเหตุทันที ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุช้ามาก” หลากเสียง หลายเหตุผลสะท้อนให้เห็นถึงมิติหนึ่งของความไม่พึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ
“ลองเข้ามาสัมผัสตำรวจจะรู้ว่า น่าเวทนา” ผู้กำกับพูดให้เหตุผลแก้ต่างแทนฝ่ายตำรวจถึงสาเหตุที่มาของการปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้ชาวบ้านไม่พึงพอใจ “ลองเข้ามาสัมผัสตำรวจจริงๆ จะรู้เลยว่าตำรวจน่าเวทนาแค่ไหน กำลังก็ไม่มี ที่มีก็แก่กันหมดแล้ว เขาไม่เพิ่มกำลังให้แล้ว เงินทำงานก็ไม่มี เขาบอกให้หาเอาเอง แล้วจะหาจากไหน ไปขอเขาก็เป็นหนี้บุญคุณเขาอีก ทำให้บังคับใช้กฎหมายไม่เต็มที่อีก” สารพัดเหตุผลพรั่งพรูขยายความคำว่า “น่าเวทนา”
“สร้างพวก” กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญโดยการสร้างแรงจูงใจในการชวนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและลดอาชญากรรมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของตำรวจเพื่อลดปัญหาอุปสรรคความขาดแคลนทรัพยากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่การสร้างพวกให้มาร่วมทำงานยังคงต้องใช้ “ความสามารถ” และ “ใจ” ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมๆ กับการมีวิสัยทัศน์ที่ดีของหัวหน้าสถานีตำรวจด้วย “อยู่ที่ว่าทำเป็นหรือไม่ มีเทคนิคดีหรือไม่” ทำเป็น หมายถึง การสร้างระบบการบริหารจัดการที่ดี นายตำรวจเล่าว่าต้องเริ่มต้นจากการเดินเข้าหาประชาชนชวนมาจัดตั้งเป็นคณะกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ชุมชน ผู้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาในชุมชนเป็นอย่างดี มีศักยภาพในการร่วมคิด ร่วมวิเคราะห์ ร่วมวางแผนแก้ปัญหา อีกทีมหนึ่งเรียกว่า “ทีมปฏิบัติ” หรืออีกนัยหนึ่งคือ กองกำลังปฏิบัติงาน ซึ่งมีหน้าที่ในการปฏิบัติการตามแผนที่ทีมงานบริหารได้คิดวิเคราะห์ไว้
การดำเนินการในลักษณะเช่นนี้จะสำเร็จหรือไม่ ประชาชนจะมีความพึงพอใจมากน้อยแค่ไหน ภาพลักษณ์ของตำรวจในสายตาประชาชนจะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ “ความชัดเจน เสียสละ จริงจัง จริงใจ การรู้จักการปรับทุกข์ ผูกมิตร” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีให้แก่ประชาชนผู้เสียสละที่เข้ามาเป็นพวกของตำรวจ เข้ามาช่วยงานป้องกันปัญหาอาชญากรรมด้วยจิตอาสา รวมถึงการที่ผู้บริหารและผู้บังคับบัญชาตำรวจทุกระดับชั้นมีต่อเหล่าบรรดาตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมทั้งร่วมปฏิบัติ ร่วมทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ตำรวจ แต่สุดท้ายมักจบลงที่ว่า “พอเปลี่ยนยุค เปลี่ยนหัวหน้าสถานี ทุกอย่างมันก็จบถ้าคนใหม่เขาไม่สนใจ”
เพราะเหตุนี้ การแต่งตั้งผู้นำตำรวจจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารตำรวจจะต้องให้ความสำคัญ ผู้นำที่ดีมีความกล้าหาญ มุ่งมั่นต่อการพิทักษ์สันติราษฎร์และมีความขยันขันแข็งในการทำงานเท่านั้นที่สมควรได้เป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ
ชั่วโมงนี้ต้องถามหา “ความกล้าหาญของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี” ผู้นำหมายเลข 1ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า “มีความชัดเจน เสียสละ จริงจัง จริงใจ พร้อมปรับทุกข์ และผูกมิตร” มากน้อยแค่ไหน?
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



