ข่าว

ถ้าหลักมั่นก็ฝ่าฟันผ่านได้

ถ้าหลักมั่นก็ฝ่าฟันผ่านได้

02 พ.ย. 2553

มันอาจจะจริงอย่างที่ ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ที่แสดงความเห็นว่า กรณีคลิปที่อ้างว่ามีการปกปิดการทุจริตการสอบเข้าเป็นพนักงานของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญชุดที่สองนั้น ไม่น่าจะถึงขั้นก่อให้เกิดวิกฤติตุลาการ ขึ้นมาอีกรอบ

 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าเป็นเรื่องจริง (ซึ่งหลายคนคงเชื่อไปแล้วว่าเกิดขึ้นจริง) ก็มองได้ในหลายแง่มุม ซึ่งก็รวมทั้งมุมที่ศาลรัฐธรรมนูญแถลงว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซื้อไม่ได้

 ถ้าหากว่าคลิปนั้นเป็นของจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงก็คือ ในบรรดาแวดวงตุลาการ ไม่ได้หลอมเป็นเนื้อเดียวกัน ความแตกต่าง ความแปลกแยกมีอยู่จริง

 ประเด็นที่ว่ามา บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นสถาบันที่ชี้ขาด ยุติข้อโต้แย้ง ข้อขัดแย้งด้านกฎหมายจะต้องสิ้นสุดลงที่นี่ และผลการตัดสินก็ผูกพันไปยังศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานราชการ ความแตกต่างกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์โดยรวมขององค์กร หากว่าใช้ความแตกต่างนั้นเป็นประโยชน์ในการการวินิจฉัยเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณา

 แต่ดูเหมือนกรณีที่เกิดขึ้นนี้ไม่น่าจะใช่

 ถ้าคลิปนั้นเป็นของจริง สิ่งที่แสดงออกมากลับดูจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งภายใน หรือเป็นเรื่องของความไม่ไว้วางใจกันเสียมากกว่า

 ไม่ใช่เรื่องความแตกต่างของบุคคล !

 แต่ก็นั่นแหละเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องของบุคคล ซึ่งก็สามารถเกิดขึ้นในทุกองค์กร ไม่ใช่เรื่องเนื้อหาหรือหลักการในวิชาชีพ

 ถึงแม้ว่าเจตนาของผู้บันทึกภาพ ทำคลิป รวมไปถึงการเผยแพร่ ต้องการทำลายศาลรัฐธรรมนูญ ทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม และอาจจะยาวไปถึงการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

 แต่ถ้าตั้งหลักกันให้มั่น มีสติในการพิจารณา เรื่องราวทุกเรื่องที่เข้าสู่กระบวนการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่อาจบิดเบือนข้อเท็จจริง และหลักการของกฎหมายไปได้เลยแม้แต่น้อย

 ยิ่งหากมีการเปิดเผยเรื่อง-เนื้อหาตั้งแต่เริ่มต้น ข้อถกเถียงทางวิชาการที่เผยแพร่ทั่วไปก็ย่อมพอจะให้สาธารณะได้เห็นแนวทาง-ข้อเท็จจริงกันอยู่แล้ว

 ยกเว้นว่าจะมีการเพิ่มประเด็นอื่น โดยเฉพาะหลักรัฐศาสตร์ เพียงเพราะเห็นว่า เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองสงบลง และเดินหน้าต่อไปได้ และสุดท้ายผลจากนั้นก็เป็นอย่างที่ใครต่อใครได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

 ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ว่านี้ (ไม่ว่าจะเป็นคลิปจริงหรือไม่) ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะไปแสดงความรับผิดชอบต่อตนเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับหลักในการพิจารณาวินิจฉัยคดีความ

 ถึงแม้ว่าในวันนี้จะถูกกระหน่ำด้วยเรื่องเช่นนี้ หรือยังมีความไม่ลงรอยกันภายในอยู่ก็ตาม

 อย่าลืมว่าสถาการณ์การเมืองที่ไม่ปกติ การต่อสู้ที่ไม่จำกัดวิธีการ การลงมือก็ยิ่งโหดเหี้ยมและไม่คำนึงถึงผลกระทบในทุกด้านที่จะตามมา