
สั่งงัดแผนรับมือ"บาทแข็ง"เพิ่มนายกฯห่วงรับแรงกดดันจากมาตรการสหรัฐ
นายกฯ สั่งคลัง-ธปท.เตรียมรับมือมาตรการการเงินสหรัฐ คาดเพิ่มแรงกดดันค่าเงินอีกรอบ ครม.เศรษฐกิจทบทวนมาตรการเก่า "กรณ์" ชี้สกัดเงินนอกไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ได้ผล พร้อมตั้ง "เกียรติ" ทำแผนหนุนนักธุรกิจไทยไปลงทุนนอกบ้าน
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม.เศรษฐกิจเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้ทบทวนมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ที่ ครม.อนุมัติไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นว่ามาตรการที่ออกไปส่งผลตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม ครม.เศรษฐกิจได้มีการพิจารณาเตรียมความพร้อมทั้งระยะสั้นและระยะยาวร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อรองรับนโยบายการเงินของสหรัฐที่จะประกาศในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง
ทั้งนี้ มาตรการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ในส่วนของเม็ดเงินต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรรัฐบาล ทำให้เม็ดเงินที่เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ของไทยลดลงอย่างชัดเจน และมีการขายออกสุทธิ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายลดลงกว่า 50%
นายกรณ์กล่าวว่า ครม.เศรษฐกิจได้พิจารณาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เกี่ยวกับมาตรการช่วยกระตุ้นให้เอกชนไทยสามารถไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติมว่า ภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนอย่างไรบ้าง เช่น การให้ความรู้และข้อมูล รวมทั้งการเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อให้บริษัทไทยลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรการทางการเงินที่ออกมาเพิ่มเติมของสหรัฐ ประกอบกับสถาบันจัดอันดับมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเพิ่ม จะเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอีกรอบ โดยได้มอบหมายให้นายกรณ์ และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ไปหารือกัน
นอกจากนี้ ครม.เศรษฐกิจได้รับทราบรายงานสรุปภาวะการลงทุนของนักลงทุนไทยในต่างประเทศ พร้อมทั้งรายงานว่าอุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีโอกาสในการลงทุนในประเทศหรือภูมิภาคใดบ้าง อย่างไร และที่ประชุมมอบหมายนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) จัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการเจาะตลาดในแต่ละภูมิภาค และแต่ละอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่า ระบบธนาคารและการให้สินเชื่อยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของไทยในต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะเข้าไปปรับปรุงกลไกเหล่านี้เพื่อช่วยเหลือเอกชนไทย



