
กลยุทธ์ที่แตกต่าง
ขณะนี้ผมกำลังมุ่งหน้าไปสู่ใจกลางทวีปหรือใจกลางประเทศออสเตรเลีย เพื่อปฏิบัติภารกิจบางประการร่วมกับ มร. เอช นาคากาวะ ประธานบริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด และคุณปนัดดา เจณณวาสิน รองประธาน
จุดหมายปลายทางครั้งนี้อยู่ที่บริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อว่า อาร์เยสร็อก ก้อนหินใหญ่มหัศจรรย์กลางทะเลทราย และเป็นจุดขายที่สำคัญแห่งหนึ่งของการท่องเที่ยวออสเตรเลีย ทั้งที่จะว่าไปแล้วก็ใช่ว่าจะเป็นก้อนหินสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือมีตำนานที่มาใหญ่หลวงแต่อย่างใด
แต่ที่ต้องยกย่องคือฝ่ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของออสเตรเลีย ที่พยายามหาจุดขายมาสร้างแรงดึงดูดใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลกจนเป็นผลสำเร็จ ถึงขนาดเคยออกข่าวทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วว่า มีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเที่ยวที่นั่น แล้วเก็บเอาหินก้อนเล็กๆ ติดมือกลับมาเป็นที่ระลึก แต่โดนวิญญาณที่สิงอยู่กับพื้นที่บริเวณนั้น ติดตามมาหลอกหลอนจนต้องเอาก้อนหินกลับไปคืนยังที่เดิม
ผมเองพยายามติดตามสอบถามข้อมูลข่าวคราว ว่าเป็นคนไทยกลุ่มไหนชื่ออะไรที่กระทำการเช่นที่ร่ำลือกัน และมีเงินมากจนถึงขั้นที่ลงทุนเป็นจำนวนเงินไม่น้อย นั่งเครื่องบินอีกหลายทอดใช้เวลาไปกลับหลายวัน เพื่อนำเอาก้อนหินกลับไปคืนยังสถานที่เดิม แต่ก็ไม่สามารถหาได้ว่าเรื่องดังกล่าวมีตัวตนของคนกระทำจริงหรือไม่
หากย้อนเวลากลับไปเพียงแค่ช่วงสองปี น่าจะยังพอมีคนจำได้ว่าออสเตรเลียประกาศรับสมัคร หาคนไปประจำการอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทร ให้ทำรายงานชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีค่าจ้างเป็นเงินจำนวนสูงมาก ทำให้มีผู้คนจากทั่วโลกแสดงความสมัครใจเข้ามา ทำให้เป็นข่าวไปทั่วถึงแหล่งท่องเที่ยวในบริเวณดังกล่าว ที่ชื่อว่า เกรท แบริเออร์ รีฟ หรือกำแพงปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ซึ่งเท่ากับว่าการประกาศรับสมัครพนักงานในครั้งนั้น แม้ว่าจะต้องเสียค่าจ้างให้คนที่มาทำงานแพงเกินความเป็นจริง แต่ออสเตรเลียก็สามารถสร้างความรับรู้ และสร้างแรงจูงใจให้คนอยากมาชมแนวปะการังนั้นๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาใดๆ อีก ไม่ต่างไปจากการปล่อยข่าวเรื่องมีคนไทยไปเอาหินมาจากอาร์เยสร็อก จนทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยรู้จักแหล่งท่องเที่ยวกลางทะเลทรายแห่งนี้มากขึ้น และมีความต้องการอยากไปชมกันมากขึ้น
ในขณะที่ประเทศไทยของเรานั้น มีตำนานที่คนทั้งประเทศรู้จักกันมานานตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย นั่นคือเรื่องราวของบั้งไฟพญานาค ที่เป็นปรากฏการณ์เกิดขึ้นในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี หรือตรงกันกับวันเทศกาลออกพรรษาทางศาสนาพุทธนั่นเอง ทำให้จังหวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงของไทยหลายแห่ง กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากไปเที่ยวกันอย่างเนืองแน่นถึงขั้นทำให้การจราจรติดขัดตั้งแต่กรุงเทพมหานครไปเลยทีเดียว
แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวของไทยแทนที่จะถูกสร้างแรงจูงใจให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อระดับโลก กลับถูกคนไทยจำนวนหนึ่งออกมาสร้างข่าวต่อต้านว่า เป็นความงมงายที่ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ทางวิทยาศาสตร์ และมีอดีตรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องออกมาบอกว่าจะทำการพิสูจน์ถึงความเป็นจริงของปรากฏการณ์นี้
สื่อมวลชนของไทยบางสำนักก็ยังตามเล่นข่าว จนเกิดเป็นการกระทบกระทั่งกันกับประเทศเพื่อนบ้าน ว่าเป็นการกระทำลวงโลกให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาด้วยซ้ำ เรื่องที่ผมนำมาเล่าในวันนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า การสร้างกระแสให้เกิดแรงจูงใจในการท่องเที่ยวของประเทศไทยนั้นยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้กันอีกมาก โชคยังดีที่ปีนี้น้ำท่วมจนกลบข่าวปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคไปเสีย ไม่อย่างนั้นคงมีเรื่องให้มานั่งทะเลาะกันเอง และทะเลาะกับเพื่อบ้านอีกครั้งหนึ่งแน่นอนครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



