
จริยธรรมสื่อออนไลน์
คณะกรรมการยกร่างแนวปฏิบัติ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของสื่อมวลชน อันประกอบด้วยตัวแทนองค์กรวิชาชีพต่างๆ ได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ดูแลเ
ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายและเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ร่วมกันยกร่างและรับฟังความคิดเห็น เพื่อวางหลักปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์เสร็จสิ้นแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมนี้ นับเป็นแนวปฏิบัติการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของประเทศไทย
ในห้วงวิกฤติการณ์ความขัดแย้งของคนไทย สื่อสารมวลชนอาชีพจำนวนไม่น้อย ได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือ โซเชียล มีเดีย เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งสารไปยังผู้บริโภค แต่กระบวนการในการส่งสารนั้นผิดแผกจากการส่งข่าวตามปกติ ซึ่งจะต้องผ่านการกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการ ผ่านการประเมินคุณค่าข่าวก่อนที่จะตีพิมพ์ หรือแพร่ภาพและเสียงออกอากาศ ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เป็นช่องทางที่ผู้สื่อข่าวสามารถส่งสารได้โดยตรง ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาด หรือทำให้เกิดภาวะสับสนได้ ประเด็นคำถามมีทั้งการใช้ประโยชน์ระดับองค์กร ตัวบุคคล ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจน อันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้
แนวปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ นิยามคำว่า สื่อสังคมออนไลน์ ว่า หมายถึง ช่องทางในการสื่อสารผ่านเว็บไซต์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาได้ด้วยตนเอง อาทิ twitter.com, facebook.com, youtube.com และเว็บบล็อกต่างๆ ทั้งนี้ ได้จำแนกระดับการใช้เป็นการใช้ขององค์กรสื่อมวลชน และการใช้ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน รายละเอียดจะปรากฏในแนวปฏิบัติ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของสื่อมวลชน หลังจากที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รับรองและประกาศใช้ในนามของสภาทั้งสองแล้ว ในขณะที่ภาคประชาสังคม ก็อาจใช้แนวปฏิบัตินี้เป็นแนวทาง เพื่อเป็นมาตรฐานในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งระบบ
โลกการสื่อสารหมุนเวียนเปลี่ยนไปรวดเร็ว วันนี้ใครก็ได้ในสังคมนี้ ก็สามารถเป็นนักข่าวได้ แม้อาจมีเส้นแบ่งของความเป็นนักข่าวอาชีพ และนักข่าวพลเมือง แต่โอกาสก็เท่ากันในการส่งสารถึงมวลชน อันเป็นที่มาของคำว่าสื่อสารมวลชน ทว่า อำนาจการสื่อสารที่มีอยู่ในมือของนักข่าวพลเมือง หรืออำนาจการสื่อสารของนักข่าวอาชีพที่มีมากขึ้น ก็มีโอกาสสูงอย่างยิ่งในการสร้างความเสียหายต่อบุคคลหรือองค์กรอื่น ฉะนั้นเมื่อมีสิทธิแล้ว ก็จำเป็นต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบ ในแนวปฏิบัติการใช้สื่อสังคมออนไลน์ กำหนดให้ต้องดำเนินการแก้ไขข้อความที่มีปัญหาโดยทันที พร้อมทั้งแสดงถ้อยคำขอโทษต่อบุคคลหรือองค์กรที่ได้รับความเสียหาย



