
มาร์คเผยใช้งบ2หมื่นล้านฟื้นฟูน้ำท่วม
"นายกฯ"เผยใช้งบกลาง 2 หมื่นล.ฟื้นฟูน้ำท่วม จ่าย 5 พันเยียวยาผ่านแบงก์ออมสิน เตรียมศึกษางบไทยเข้มแข็งให้โยกมาช่วยแก้ปัญหา "มท."สั่งท้องถิ่นตรวจความเสียหายที่ดิน หวังเข้าเกณฑ์เก็บภาษีช่วยเหยื่อน้ำท่วม กำชับกำนัน - ผญบ.ลงพื้นที่เร่งด่วน
(1พ.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 11/2553 ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยนายมนตรี แถลงภายหลังการประชุมว่า ครม.เศรษฐกิจดูภาพรวมของการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยหลักที่ทำคือมีการแบ่งมาตราการออกเป็นกลุ่มคือ ระยะเร่งด่วน การชดเชยการฟื้นฟู และมาตรการระยะยาว ซึ่งมาตรการเร่งด่วนและการบริหารสถานการณ์ขณะนี้มีกรอบงบฯที่รัฐบาลอนุมัติแล้ว มีการสอบถามการใช้จ่ายในเรื่องของเต็นท์ เรือ สุขาลอยน้ำ ที่ยังดำเนินการไปได้ตามกรอบที่ครม.อนุมัติ
ส่วนการช่วยเหลือครัวเรือนละ 5 พันบาท ก็มีการติดตามและมีข้อยุติว่าวิธีการจะใช้การจ่ายกลไกของธนาคารออมสิน โดยประชาชนไม่ต้องไปเปิดบัญชี แต่ให้ไปรับเงินจากสาขาของธนาคารออมสิน รวมทั้งจะมีรถโมบายเคลื่อนที่ไปบริการ แต่ทั้งนี้จำนวนครัวเรือนคงจะเพิ่มขึ้น เพราะสถานการณ์ยังไม่นิ่งและยังไม่รวมกับภาคใต้ที่กำลังเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามบ่ายวันนี้กระทรวงมหาดไทยและธนาคารออมสินจะส่งผู้แทนมาร่วมประชุมที่ศูนย์ประสานความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่ตึกสันติไมตริ เพื่อกำหนดแผนการจ่ายเงิน โดยกระทรวงมหาดไทยจะส่งรายชื่อจำนวนและรายชื่อเพื่อให้ธนาคารออมสินไปจัดว่าสาขาไหนรับผิดชอบพื้นที่ไหน โดยขณะนี้มีตัวเลขเสียหายประมาณ 6.3 แสนกว่าครัวเรือน โดยจะลำดับว่าพื้นที่ไหนจะจ่ายได้ก่อน โดยตั้งเป้าว่าสัปดาห์นี้จะเริ่มจ่ายเงินได้
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนการช่วยเหลือเพิ่มเติมในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการที่จะชดเชยเรื่องของอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 130 ล้านบาท สำหรับการชดเชยความเสียหายของที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินก็ดำเนินการตามระเบียบปกติ คือ บ้านเสียหายทั้งหลังชดเชย 3 หมื่นบาท เสียบางส่วนตามความเป็นจริงไม่เกิน 2 หมื่น และจากนั้นจะให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ไปดูว่าจะช่วยเพิ่มเติมอย่างไร เพราะมีภาคเอกชนและภาคประชาชนมีข้อเสนอว่าในบางพื้นที่อาจจะทำลักษณะบ้านมั่นคงโดยใช้งบประมาณต่างหาก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า การฟื้นฟูภาคการเกษตรมีการพูดถึงเรื่องของการแจกเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปดูแล และนอกจากนี้ที่ประชุมมีการเสนอหลักเกณฑ์ว่าจะใช้หลักเกณฑ์การชดเชยร้อยละ 55 ของต้นทุน อาทิ ข้าว ประมาณ 2 พันกว่าบาทต่อไร่ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องผ่านการสำรวจตามความเสียหายจริงที่เกิดขึ้น ฉะนั้นหลายพื้นที่ต้องรอน้ำลดเพื่อสำรวจความเสียหาย ทั้งนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการชดเชยส่วนนี้ อย่างไรก็ตามในส่วนของเกษตรกรยืนยันหลักการเดิมในเรื่องของการพักหนี้ แต่เมื่อดูในส่วนของผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีด้วยแล้วก็จะมีโครงการเฉพาะกิจของธนาคารภาครัฐที่กระทรวงการคลังเสนอเข้ามาและจะให้รวมถึงกรณีของสหกรณ์ คือเรื่องของการงดคิดดอกเบี้ย และมีการชดเชยโดยภาครัฐเป็นเวลา 3 ปี นอกจากนี้เรื่องอื่นๆยังมีเรื่องของการผ่อนผันระยะเวลาการยื่นภาษีที่จะต้องยืนช่วงนี้ก็จะให้ไปยื่นปลายปี
“ ส่วนของเกษตรเป็นเพียงการประมาณการ เพราะต้องจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ที่จะทราบตอนน้ำลด แต่ตัวเลขที่ใช้คร่าวๆคำนวณอยู่ประมาณ 1.4 - 1.5 หมื่นล้าน หรือสูตรง่ายๆคือ 70% ของพื้นที่”นายกฯ กล่าว
สำหรับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่กระทรวงต่างๆสำรวจแล้ว เช่น ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล โดยการชดเชยการเกษตรบวกกับเรื่องของการช่วยเหลือประชาชนที่อนุมัติไปคาดว่าจะต้องใช้งบกลางประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยเป็นคนละส่วนจากงบไทยเข้มแข็ง เพราะการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นการทบทวนแผนของแต่ละกระทรวงที่มีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนโครงการของงบไทยเข้มแข็งก็สามารถทำได้ตามระเบียบ แต่ต้องไปดูว่าข้ามโหมด ข้ามอะไรหรือไม่ อย่างไรก็ตามเห็นว่าการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดูแผนการใช้จ่ายตามปกติของตัวเองเพื่อปรับแผนตรงนั้นก่อนซึ่งทางกระทรวงที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อาทิ กระทรวงคมนาคมที่นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ไม่เสนอของบประมาณ แต่จะกลับไปดูแผนที่จะนำมาทบทวน รวมทั้งกระทรวงพาณิชน์จะไปดูเรื่องของต้นทุนการทำการเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และวัสดุก่อสร้าง แล้วจะเสนอแผนเข้ามาอีกที
“ ปีนี้เรามีงบกลางอยู่ 4.7 หมื่นล้านบาท ใช้ไปบ้างแล้วก็เล็กน้อยเท่านั้นเอง เพราะเพิ่งเริ่มต้นงบประมาณได้ 1 เดือน ซึ่งต้องพยายามบริหารจัดการส่วนที่เหลือ เพราะปีที่แล้วเราก็เริ่มต้นจาก 3.5 - 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าปีนี้ และปีที่แล้วใช้เงินช่วยเหลือภัยพิบัติประมาณ 6 พันล้านบาท”นายกฯ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมาตรการระยะยาวว่า จะให้กระทรวงปรับปรุงระบบการเตือนภัย การประกันภัยพืชผล และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในแต่ละลุ่มน้ำซึ่งจะครอบคลุมถึงผังเมืองและสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำด้วย อย่างไรก็ตามในการประชุมครม.พรุ่งนี้จะมีการดูเรื่องของแผนและนโยบายระบบการเตือนภัยที่จะให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ดูว่าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่ามีข้อจำกัดอยู่ตรงไหนและต้องเสนอมาให้มีการปรับ
นายกฯ กล่าวถึงความเสียหายที่จะฉุดตัวเลขจีดีพีว่า จะฉุดจีดีพี 0.3% เศษๆ ส่วนความเสียหายทั้งหมดใบเบื้องต้นยัรวมได้ยากเพราะภาคการเกษตรก็ได้แค่ประมาณการเพราะต้องรอน้ำลด และต้องรอสถานการณ์ภาคใต้อีก แต่อย่างที่บอกคือหลายหมื่นล้านบาท
สำหรับประเด็นของราคาข้าวที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงปลายปี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องการบริหารข้าวนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีเพิ่งส่งรายงานให้ตนเมื่อสักครู่และตนยังไม่ได้เปิดอ่าน
“รัฐบาล”ดึง“เอกชน”เข้าร่วมฟื้นฟูหลังน้ำลด
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานอำนวยการกำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(คชอ.) กล่าวว่า สำหรับการฟื้นฟูสถานการณ์นอกจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจจะเข้ามาดำเนินการแล้ว คชอ.จะดึงภาคเอกชนเข้าร่วมการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนหลังน้ำลดด้วย โดยจะเชิญ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทที่มีเครืองจักรกลมาช่วยฟื้นฟู ตั้งแต่ล้างถนน ขุดลอกโคลน รวมทั้งซ่อมแซมบ้านของประชาชน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.1 หมื่นหลัง ขณะนี้มีหลายบริษัทที่แสดงความจำนงแล้ว โดยจะเริ่มได้ในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการกระทรวงพาณิชย์ให้ควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูเช่น ปัจจัยการผลิต วัสดุซ่อมแซมบ้านเพื่อช่วยเหลือประชาชน
ส่วนการจ่ายเงินครัวเรือนละ 5 พันบาทนั้น นายสาทิตย์ ระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้จ่ายภายในสัปดาห์นี้ โดยแบ่งผู้ประสบภัยออกเป็น 4 กลุ่มประกอบด้วย 1.ผู้ที่ทะเบียนบ้าน 2.ไม่มีทะเบียนบ้าน 3.บ้านเช่า และ 4.กลุ่มที่ไปอยู่ในสถานที่ของทางราชการ โดยผู้ที่เข้าเกณฑ์ต้องถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันหรือน้ำท่วมฉับพลันทันที ขณะนี้มีรายชื่อทั้งหมดแล้วประมาณ 6.3 แสนครัวเรือน โดยจะจ่ายผ่านธนาคารออมสินทั้งประเทศ โดยสามารถใช้บัตรประชาชนไปรับได้ทันที กรณีที่บัตรประชาชนหายนั้นตนได้ให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไปอยู่ที่ธนาคารเพื่อยืนยันว่าอยู่ในพื้นที่จริง พร้อมกันนี้ยังให้ตำรวจไปรับแจ้งความบัตรหายที่ธนาคารด้วย ส่วนพื้นที่ที่น้ำยังท่วมอยู่นั้นจะให้ธนาคารออมสินนำรถโมบายเข้าไปจ่ายเงินให้ประชาชน
นายสาทิตย์ กล่าวถึงกรณีการรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ไม่ตรงกันระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กับสำนักงานการแพทย์ฉุกเฉิน(สพฉ.) ว่า ปัญหาที่ตัวเลขไม่ตรงกันเกิดขึ้นจากปภ.นั้นรายงานเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตจากสาเหตุน้ำท่วมแต่สพฉ.นั้นรวบยอดทั้งหมด แต่ต่อไปนี้ทั้ง 2 หน่วยงาน จะต้องตกลงกันให้ชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตต้องมาจากน้ำท่วมเท่านั้น โดยต้องปรับตัวเลขให้ตรงกันก่อนจะแถลงต่อสื่อมวลชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 13.00 น.นายสาทิตย์ เป็นตัวแทนรัฐบาลรับของพร้อมเงินบริจาคจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการพลเรือน หรือกบข. จำนวน 1.5 แสนบาท โดยเงินจะเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ส่วนสิ่งของจะนำไปมอบให้สำนักงานกาชาด จ.ปทุมธานี เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนต่อไป
"มท."สั่งท้องถิ่นตรวจความเสียหาย
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “ โครงการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทางระบบสื่อสารของกรมการปกครอง ว่า ขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสำรวจความเสียหายสิ่งสาธารณะประโยชน และพื้นที่ทำกิน หลังประชาชนหลายพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณะฟื้นฟู และเนื่องจากเดือนนี้เข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้ แจ้งเตือนว่าประเทศไทยจะมีสภาพอากาศหนาวมากกว่าทุกปี และมีระยะยาวนานหลายเดือน โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเตรียมความพร้อมป้องกัน และแก้ไขปัญหาภัยหนาว ให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยประสานกับนายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมเครื่องนุ่งห่มกันหนาวให้เพียงพอ และอย่างทั่วถึง
นายชวรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการยกเว้นและลดภาษีบำรุงท้องที่จากการที่ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัย และทำให้พื้นที่เพาะปลูกพืชเสียหายเป็นจำนวนมาก กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ได้ยกเว้นหรือลดภาษีบำรุงท้องที่ ประจำปี 2553 ที่กำหนดชำระในเดือนเมษายน 2554 ให้แก่ประชาชนที่ประสบภัย โดยมีหลักเกณฑ์ คือ เสียหายเกินกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนที่ดินที่ใช้เพาะปลูก ยกเว้นภาษีให้ทั้งหมด หากเสียหายเกินกว่า 1 ใน 3 แต่ไม่เกิน 2 ใน 3 ของจำนวนที่ดินที่ใช้เพาะปลูก จะลดภาษี ตามส่วนที่เสียหาย โดยขอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้สำรวจพื้นที่เพาะปลูกในตำบล หมู่บ้านว่า มีความเสียหายหรือไม่ อย่างไร และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงการยกเว้น และลดภาษีดังกล่าว



