ข่าว

มทภ.1จี้ตำรวจล่ามือโพสต์คลิปแฉศาล

มทภ.1จี้ตำรวจล่ามือโพสต์คลิปแฉศาล

01 พ.ย. 2553

มาร์คแนะใช้กม.เชือดมือโพสต์คลิปฉาว "จรัญ"กร้าวศาลไม่ใช่โสเภณีซื้อไม่ได้ เลยจ้องทำลายเป็นรายคน ลั่นไม่ยอมสยบให้อำนาจมืด ประกาศแจ้งความเอาผิดคนปล่อยคลิป ชุด 2 เชื่อเป็นขบวนการจ้องล้มศาล "สุพจน์" รับโดนเล่นงานจนมึนไปหมดแล้ว ยันพร้อมทำความจริงให้ปรากฏ ตร.เตรี

(1พ.ย.) เมื่อเวลา 12.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงการเผยแพร่คลิปที่ชื่อว่า “พฤติกรรมศาลรัฐธรรมนูญไทย” ที่เป็นการดิสเครดิตศาลรัฐธรรมนูญ ว่า เรามีพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งหน่วยงานต่างๆต้องทำหน้าที่ในการดูแลการบังคับใช้กฎหมายนี้อยู่ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าเรื่องของการใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตในการปล่อยข้อมูลต่างๆ เป็นเรื่องที่กำกับดูแลยาก และต้องมีความระมัดระวัง เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีการแจ้งความ ก็มีการดำเนินการกันไปตามกฎหมาย

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าแต่ละสถาบันต้องช่วยกันแก้ปัญหา ทางศาลฯก็ต้องมีท่าทีที่ชัดเจนในการชี้แจงตามข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องให้ความมั่นใจให้ได้ว่าการตัดสินคดีนั้นเป็นไปตามเนื้อของคดี เพื่อไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือนอะไร แต่อะไรที่ส่งผลกระทบ เราก็ต้องมาทำ

 เมื่อถามว่าดูหมือนมีการพยายามนำประเด็นนี้มาเป็นเรื่องของการเมือง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงมีความพยายามที่จะลดความน่าเชื่อถือของศาล แต่ทั้งหมดอยู่ที่การอธิบาย ซึ่งสิ่งที่ตนย้ำมาตลอดคือเวลาที่เรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นศาลใดก็ตาม และในเรื่องนั้นๆส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในทางการเมือง ก็ไม่มีอะไรที่ดีกว่าการอธิบายเหตุและผลที่เป็นที่มาของคำตัดสิน ซึ่งนี่เป็นจุดหลัก เพราะฉะนั้น ตนสังเกตว่าระยะหลัง คำพิพากษารือคำวินิจฉัยของหลายคดีมีความละเอียดมาก ซึ่งช่วยได้โดยอย่างน้อยที่สุดทำให้มีคำตอบสำหรับคนที่ไม่พอใจหรือไม่เห็นด้วย

 ต่อข้อถามว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมคำชี้แจงในเรื่องนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคลิปวีดีโอที่นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ถูกกล่าวหาว่าไปวิ่งเต้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการล้มคดียุบพรรค ซึ่งมีนายเทอดพงศ์ ไชยนันทน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ได้สอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว คงจะส่งรายงานการสอบสวนมาให้ตนได้ภายใน 1-2 วันนี้

มทภ.1จี้ตำรวจล่ามือโพสต์คลิปแฉศาล

 พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า ไม่อยากให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่มาก แต่หากพูดในภาพรวมเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องสืบสวนสอบสวนมือโพสต์คลิปดังกล่าว เนื่องจากบุคคลดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า คนที่โพสต์คลิปดังกล่าวต้องการอะไร พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า เรื่องนี้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบในรายละเอียดจะดีกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตนมองว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องชี้แจงในรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร แต่โดยส่วนตัวตนเชื่อว่าจะสามารถชี้แจงได้

'จรัญ'ลั่นแจ้งจับมือปล่อยคลิปฉาวชุด2
 

นายจรัญ ภักดีธนากุล หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ได้รับมอบจากที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้มาชี้แจงถึงกรณีคลิปฉาว โดยระบุว่า การเผยแพร่คลิป เป็นกระบวนการที่ต้องการจะทำลายศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีการเตรียมการเป็นเวลานานแล้ว โดยศาลจะไม่ออกมาตอบโต้ แต่จะไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่คลิป
 " เห็นได้ชัดว่าศาลไม่ใช่โสเภณี ซื้อไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีต้องเจาะทำลายเป็นรายคน " นายจรัญกล่าว
 
 เมื่อถามว่าตุลาการจะลาออกหรือไม่ นายจรัญกล่าวว่า ยังไม่คุยเรื่องนี้ แต่หากเราไม่ต่อสู้ เหมือนไปสยบยอมอำนาจมืด อำนาจบางอย่างที่เข้ามาทุกทิศทาง ซึ่งศาลจะไม่ยอมให้ถูกปิดล้อมหรือกดดันเหมือนที่เคยทำสำเร็จกับบางองค์กรมาแล้ว และจะยืนยันต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

 ส่วนการกระทำที่ปรากฏในคลิปถือว่าผิดจริยธรรมหรือไม่  นายจรัญกล่าวว่า จริยธรรมของตุลาการไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ แต่เรากำหนดว่า อย่าไปรับสินบาทคาดสินบน แล้วมาตัดสินคดีที่ขัดข้อเท็จจริง หรือมีข้อมูลไปรับใบสั่งให้ตัดสินตามนั้น ถ้าอย่างนั้นถือว่าผิดอุดมการณ์ ผิดจรรยาบรรณ ทั้งนี้ ตุลาการทั้งสองท่านก็ได้ปฎิเสธแล้วว่าไม่ได้กระทำดังในคลิป แต่เป็นกระบวนการ และมีหลักฐานพร้อมชี้แจงในขั้นตอนดำเนินคดี แต่ทั้งนี้จะไม่ออกมาตอบโต้ผ่านสื่อ ขอให้สื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหาด้วย

 นายจรัญยังปฏิเสธว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฝากบุตรหลานเข้าเป็นข้าราชการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากบุตรของตนทั้ง 4 คน มีงานทำ โดยเป็นแพทย์ 3 คน และทำงานเป็นฝ่ายกฎหมายของบริษัททางกฎหมายแห่งหนึ่งอีก 1 คน ข่าวที่ออกมาทำให้ได้รับผลกระทบมาก ลูกๆ ถูกตั้งคำถามจากเพื่อนๆ

 " เรื่องที่ออกมาเราก็ต้องทำความจริงให้ปรากฏหากตุลาการท่านใดผิด เราก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ และสังคมจะได้รับทราบ แต่หากไม่ผิด เราก็ต้องนำคนที่ผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะฉะนั้นความจริงเท่านั้นที่จะสามารถตอบทุกอย่างได้ "
 นายจรัญกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการที่สื่อจะนำอะไรมาลงควรที่จะวิเคราะห์ตรวจสอบหาข้อมูลความจริง ก่อนที่จะนำเสนอ เพราะเมื่อปรากฏไปแล้ว กลายเป็นว่าทำให้คนนั้นเขาเสียหาย ทั้งที่ยังไม่ได้ไปศึกษาข้อมูลความจริงกันก่อนเลย      

 ด้านนายสุพจน์  ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ปรากฏตัวในคลิปชุดสอง กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ ว่า เรื่องนี้ต้องถามสื่อว่า ได้ตรวจสอบดีแล้วหรือยังที่ได้นำภาพหรือถ้อยคำต่างๆที่ปรากฏออกมาว่า เป็นจริงหรือไม่ หากยังไม่ได้ตรวจสอบ แล้วนำมาเสนอให้บุคคลอื่นเสียหาย ต้องถามสื่อว่า สิ่งที่เอามาลงนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ ดังนั้น เรื่องนี้เราต้องทำความจริงให้ปรากฏ ความจริงเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่เรายังไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะขณะนี้ศาลโดนจนมึนงงไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตามก็คงต้องหารือกันก่อน และเรื่องนี้เห็นว่าเรื่องนี้มันเป็นขบวนการล้มศาล และสื่อเองก็เป็นเครื่องมือของเขา ไม่ได้ช่วยพวกเราเลย ไม่มีการวิเคราะห์ก่อนที่จะนำมาลง

 “ ตุลาการไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะออกมาชี้แจงได้ พอภาพออกมาอย่างนี้ยิ่งทำให้คนที่ไม่ทราบข้อมูลยิ่งทำให้เข้าใจเราผิดไปกันใหญ่ แต่ไม่เป็นไรเรื่องนี้ความจริงจะต้องปรากฏ แต่จะด้วยวิธีใดนั้นยังไม่รู้ก็ต้องหารือกันก่อน ยังคิดไม่ออกจะทำอย่างไร ” นายสุพจน์ กล่าว
         ผู้สื่อข่าวถามว่า   ขณะนี้ประชาชนก็เชื่อไปแล้วและเตรียมที่จะถอดถอนตุลาการฯด้วย นายสุพจน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ไม่เป็นไรก็ให้เขาว่ากันไป เราจะต้องทำความจริงให้ปรากฏ โดยเฉพาะสื่อต้องช่วยกัน ไม่ใช่ตกเป็นเหยื่อแล้วมาโจมตีเรา เพราะขณะนี้สื่อก็รู้ไม่ใช่หรือว่ามีขบวนการจ้องที่จะล้ม และทำลายเรา ทำไม่ไม่วิเคราะห์ก่อนนำมาลง
            เมื่อถามว่า ภาพที่เห็นปรากฏชัดมาก นายสุพจน์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ก็ไม่เป็นไรเรื่องนี้ต้องทำความจริงให้ปรากฏ "

 ด้านพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวกรณีคลิปลับของคนในศาลรัฐธรรมนูญออกมาอีก 1 คลิปว่า การตรวจสอบเรื่องคลิปนี้ ก็จะให้คณะกรรมการตรวจสอบเรื่องคลิปชุดแรกของ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษา(สบ 10 )เข้าไปดูแล รวมถึงประสานหน่วยที่เกี่ยวข้อง กรณีที่มีคลิปลักษณะเช่นนี้ออกมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต โดยตำรวจจะไปบังคับใช้กฎหมายกรณีที่การเผยแพร่เข้าข่ายความผิด

 พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษา(สบ. 10 ) พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผบช.ก. ได้ประชุมพนักงานสืบสวนสอบสวนกองปราบปรามในคดีเผยแพร่คลิปยุบพรรคประชาธิปัติของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ห้องมณีรินทร์ บช.ก. โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 1 ชั่วโมง

 พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาในหลายเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกที่ประชุมได้พิจารณาว่า ได้มอบหมายให้กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) ทำหนังสือถึงกระทรวงไอซีที. เพื่อบล๊อกคลิปทั้ง 8 คลิป คลิปเก่า 5 คลิป คลิปใหม่อีก 3 คลิป เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ บก.ปอท. ก็ได้ไปทำมาเรียบร้อยแล้ว อีกเรื่องที่ประชุมพิจารณาเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้เลขาธิการศาล รธน. มาแจ้งความร้องทุกข์ที่พนักงานสอบสวนกองปราบปราม เป็นการกล่าวหาเจ้าหนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เปิดเผยความลับราชการ ซึ่งได้พิจาณณาเรื่องนี้เข้ามาในสำนวนการสอบสวน

 อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ จากร้านที่เกิดเหตุแล้ว พบว่ามีการมาพบปะ และพูดจากันในลักษณะที่อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 198 และที่เกิดเหตุในศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฎในคลิป การรวบรวมพยานหลักฐานเดิม จะขออนุมัติจับกุมผู้กระทำผิด แต่เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องในการกระทำผิดครั้งนี้ เป็นตัวการ สนับสนุน เป็นเจ้าพนักงานตามที่เลขาศาลมาร้องทุกข์ไว้ ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องไปยังฝ่ายกฏหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดูอีกครั้งว่า เขาเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่อย่างไร เพื่อพิจารณาส่ง ป.ป.ช.ภายใน 30 วันหรือไม่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

 “ส่วนผู้ที่ปล่อยคลิป ทางบก.ปอท.ได้ใช้ความพยายามในหลายส่วนด้วยกัน ตั้งแต่การตรวจสอบในประเทศ กับการประสานงานไปยังฝ่ายต่างประเทศของยูทูบ และส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งเราคงต้องทำเป็นทางการไป เราต้องรอความร่วมมือ แต่การได้มาของพยานหลักฐานส่วนหนึ่ง คือการสืบสวนซึ่งต้องหาอีกสักระยะ ถึงตอนนี้พยานหลักฐานที่มี พอจะออกหมายจับได้ แต่เมื่อเป็นเจ้าพนักงานก็ต้องส่งป.ป.ช.เพื่อดำเนินการในการแจ้งข้อหาดำเนินคดี”รองผบช.ก.กล่าว

 พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับคลิปที่มีการเผยแร่เพิ่มนั้นที่ประชุมมติเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกันก็จะรวมมาทำเป็นคดีเดียวกันอยู่ในคณะทำงานชุดนี้ สำหรับคนที่จะออกหมายจับนั้นเป็นผู้ที่กระทำความผิดหลายส่วนด้วยกัน เป็นผู้รวบรวมเรื่องราว เป็นผู้กระทำผิดในการเอาข้อมูลต่างๆ มาสู่การกระทำผิด ซึ่งจากการดูเที่ยวบินเชื่อว่าน่าจะออกไปนอกประเทศแล้ว