
กษิตนำคณะทูตสัมผัสชีวิตมุสลิมชายแดนใต้
ล่องใต้สู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.นราธิวาส และปัตตานี เมืองเก่าแห่งดินแดนลังกาสุกะ กับนายกษิต ภิรมย์ เจ้ากระทรวงบัวแก้ว ที่นำคณะทูตต่างชาติ 9 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี นอร์เวย์ อิตาลี แคนาดา ญี่ปุ่น บาห์เรน และอียิปต์ ซึ่งอยากร่วมสัมผัส
ทริปนี้นับว่าตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศที่เงียบสงบผิดคาด สองข้างทางของถนนทางหลวงสายหลักจากนราธิวาสมุ่งสู่ปัตตานี เต็มไปด้วยต้นยางสูงสลับกับบ้านเรือนกระจัดกระจายไปทั่ว รถราวิ่งบางตา ขณะชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซต์วิ่งตามไหล่ทางให้เห็นเป็นระยะ พอสร้างบรรยากาศสงบ รมรื่น ต่างจากความรู้สึกแรกที่คิดว่าต้องน่ากลัวและอันตราย
ในการเดินทางครั้งนี้ คณะของนายกษิตได้พบปะกับคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส ที่มัสยิดกลางจังหวัดนราธิวาส ร่วมพูดคุยกันถึงแนวทางการนำนโยบายของรัฐบาลมาพัฒนาการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีคุณภาพ โดยมุ่งบูรณาการการศึกษาไปพร้อมกัน ทั้งด้านวิชาการ วัฒนธรรม ภาษา และระบบการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา รวมทั้งสร้างเครือข่ายผู้ปกครอง ครู โรงเรียน ที่จะเป็นกำลังสำคัญและเกราะปกป้องโรงเรียน และครูให้เข้มแข็ง
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ที่ผู้นำศาสนา จ.นราธิวาส ได้สะท้อนให้คณะทูตได้รับทราบคือโอกาสในการเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศของบุตรหลานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นค่อนข้างริบหรี่ จำเป็นต้องมีอาจารย์บุคลากรที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพทัดเทียมกับภาคอื่นๆ รวมทั้งเปิดให้ทุนเฉพาะแก่นักเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
นายกษิตมองว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องร่วมด้วยช่วยกัน การศึกษาของคนในพื้นที่ย่อมเป็นพื้นฐานในการพัฒนาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน ในการสนับสนุนให้นักเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเช่นเดียวกับเด็กนักเรียนทั่วประเทศ โดยเฉพาะสนับสนุนให้มีการเรียนสองภาษา ไทย-ยาวี ควบคู่กันไป ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่นักเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมากกว่านักเรียนในภาคอื่น
บนเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนี้ มีเอกอัครราชทูตหลายท่าน อาทิ ออสเตรเลีย เยอรมนี บาห์เรน และอียิปต์ ประกาศชัดเจนว่า ทุกปีได้เปิดให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยได้เดินทางไปเรียนในประเทศนั้น แต่จะไม่มีให้ทุนกับนักเรียนไทยในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นการเฉพาะ เพื่อเกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง
เอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย ระบุว่า ในแต่ละปี อียิปต์ให้ทุนนักเรียนไทยไปศึกษาต่อที่อียิปต์มากถึง 80 ทุนต่อปี สิ่งสำคัญอยู่ว่านักเรียนไทยต้องมีทักษะภาษาอาหรับระดับที่ดี เนื่องจากการเรียนการสอนที่นั้นส่วนใหญ่ใช้ภาษาอาหรับเป็นหลัก นอกจากนี้ ต้องการให้พ่อแม่ผู้ปกครองให้คำแนะนำบุตรหลานให้พร้อมเปิดใจรับที่จะเลือกเรียนวิชาสาขาอื่น อาทิ วิศวกร แพทย์ นอกจากเรียนศาสนา เพื่อที่จะได้นำกลับมาพัฒนาพื้นที่ให้เจริญก้าวหน้า
หลังจากพบปะกับผู้นำมุสลิม ที่มัสยิดกลางจังหวัดนราธิวาสแล้ว ขบวนคณะทูตนำโดยนายกษิตก็บึ่งตรงไปยังโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10 (บ้านใหม่) ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับอนุบาลและประถม และเป็นโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ "2 ภาษาไทย-มลายูถิ่น" ที่ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10 ได้บรรยายสรุปให้คณะทูตทราบว่า โรงเรียนนี้แตกต่างจากโรงเรียนอื่นในจังหวัด ตรงที่เป็นความพยายามที่จะพัฒนาระบบและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำภาษามลายูถิ่น มาใช้ในการเรียนการสอนควบคู่ไปกับภาษาไทย เพื่อต่อยอดไปสู่การศึกษาระบบพหุภาษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
ดูเหมือนคณะทูต 9 ชาติ และนายกษิต ก็ชื่นชอบวิธีการเรียนการสอนที่นี่มาก โดยนายกษิตลงไปร่วมกิจกรรมกับนักเรียนตัวน้อยระดับอนุบาล ท่ามกลางเสียงหัวเราะให้กำลังใจของคณะทูตท่านอื่น ขณะที่เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นก็ให้ความสนใจ เฝ้าสังเกตวิธีการสอนท่องพยัญชนะไทยที่สอนเทียบเคียงไปกับพยัญชนะมลายูถิ่นอย่างใจจดใจจ่อ
เป็นอันสนุกสนานทั้งคณะ ก่อนจะต่อไปที่ จ.ปัตตานี ซึ่งมีเรื่องต้องเล่าอีกมากในครั้งหน้า
นันทิดา พวงทอง



