
น้ำท่วมตุลา53ผู้คนร่ำไห้วัดทุกข์โบราณสถานระทม
เหตุอุทกภัยช่วงเดือนตุลาคม 2553 สร้างความเสียหายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือนประชาชนในวงกว้าง ข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย วันที่ 10-28 ตุลาคม รายงานสถานการณ์อุทกภัยมีพื้นที่ประสบภัย 38 จังหวัด
ประชาชนเดือดร้อนกว่า 3.7 แสนคน ยอดผู้เสียชีวิต 68 ศพ บางคนสิ้นเนื้อประดาตัว นั่งร่ำไห้ เครียด ถึงกับฆ่าตัวตายหนีปัญหา วันเวลาล่วงเลยมาเกือบ 1 เดือน ความเดือดร้อนของประชาชน มีหน่วยงานรัฐ เอกชนระดมสรรพกำลังช่วยเหลืออย่างเต็มที่จนปัญหาเบาบางลงบ้างแล้ว แต่ยังมีทรัพย์สินอันมีค่าของแผ่นดินที่หลายคนอาจมองข้ามจมอยู่ใต้น้ำ รอวันเยียวยา
น้ำท่วมครั้งนี้มีวัด มัสยิด ศาสนสถาน แหล่งโบราณสถาน ซึ่งเป็นมรดกโลกได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก โสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อโบราณสถานสำคัญใน 2 จังหวัดหลัก คือ นครราชสีมา และพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะที่นครราชสีมา บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พิมายน้ำไหลเข้าท่วมจนถึงขอบกำแพงอุทยาน และบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำมูล น้ำไหลเข้าท่วมอาคารจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนสูงประมาณ 30 ซม.
สถานที่ดังกล่าวได้จัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญที่ได้จากแหล่งขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัดกว่า 3,000 ชิ้น อายุราว 4,500 ปี เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันขนย้ายโบราณวัตถุไปไว้บริเวณชั้น 2 ของอาคาร ขณะที่บริเวณอาคารจัดแสดงโบราณวัตถุกลางแจ้ง ซึ่งอยู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ น้ำได้ไหลเข้าท่วมฐานรองทับหลัง ใบเสมา องค์เทวรูป และปราสาทจำลอง ในส่วนจัดแสดงหมดแล้ว ไม่สามารถขนย้ายได้ เนื่องจากโบราณวัตถุส่วนใหญ่ทำมาจากหินทรายขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมาก หากมีการขนย้ายอาจเกิดความเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อุทยานได้จัดกำลังดูแลสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง
ส่วนที่ จ.พระนครศรีอยุธยา แม้จะมีการเตรียมการรับมือน้ำท่วมไว้ล่วงหน้า ทั้งการจัดเตรียมกระสอบทราย การเตือนภัย และติดตั้งเครื่องสูบน้ำในสถานที่เสี่ยง เช่น วัดไชยวัฒนาราม วัดธรรมาราม ป้อมเพชร และหมู่บ้านโปรตุเกส แต่ก็มีรายงานน้ำท่วมในหลายจุด ที่วัดไชยวัฒนาราม น้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบถึงขอบพนังเขื่อนที่กั้นไว้ ส่วนบริเวณที่อยู่บริเวณนอกฝั่งเมือง ได้แก่ วัดมเหยงคณ์ น้ำท่วมขังนาน 2-3 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ได้เร่งสูบน้ำออกแล้ว ส่วนพระราชวังโบราณ ที่อยู่ใจกลางอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยายังไม่ได้รับผลกระทบ
“ขณะที่ใน จ.อุทัยธานี ที่วัดอุโปสการาม มีรายงานน้ำท่วมสูงถึง 50-60 ซม. ส่วน จ.ชัยนาท มีวัดที่จดทะเบียนแล้วประมาณ 2-3 แห่ง ใน อ.มโนรมย์ ถูกน้ำท่วมแต่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เนื่องจากระดับน้ำยังสูงอยู่ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมาก กรมศิลปากรไม่สามารถป้องกันได้แล้ว แต่ก็ได้มอบหมายให้สำนักศิลปากรที่รับผิดชอบพื้นที่โบราณสถานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ดำเนินการสำรวจความเสียหายหลังน้ำลด เพื่อจัดทำแผนงานเสนอขอประมาณซ่อมแซมโบราณสถาน และโบราณวัตถุทันที” อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว
ทั้งนี้ รายงานข้อมูลเบื้องต้นจาก “ศูนย์รับรายงานข้อมูลความเสียหายจากเหตุอุทกภัย” ของ วธ. พบว่ามีพื้นที่ 20 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ ชัยนาท สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา ปราจีนบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ ชัยภูมิ สระบุรี เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ขอนแก่น นนทบุรี ปทุมธานี อุทัยธานี สิงห์บุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว โดยรวมแหล่งพื้นที่เสียหายทั้งสิ้น 1,124 แห่ง แบ่งเป็นวัด 1,050 แห่ง มัสยิด 27 แห่ง โบสถ์คริสต์ 5 แห่ง พิพิธภัณฑ์ 2 แห่ง โบราณสถาน 40 แห่ง มีข้าราชการสังกัด วธ.ได้รับผลกระทบรวม 17 ราย ล่าสุดยูเนสโกได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือโบราณสถานที่ถูกน้ำท่วมแห่งละ 3 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนพระภิกษุสงฆ์ สามเณรในวัดที่ถูกน้ำท่วม กรมการศาสนา ได้จัดสรรงบฯ 3.5 ล้านบาท จัดซื้อสมณบริขารและเครื่องอุปโภคบริโภคถวายแล้ว
0ผกามาศ ใจฉลาด0รายงาน



