
หวั่นซ้ำบาทแข็งคลังชะลอกู้ธ.โลกเครดิตหนี้ไทยดีขึ้นมองเอกชนสบช่องแห่กู้ต่างชาติ
คลังชะลอกู้เงินธนาคารโลกหวั่นซ้ำเติมบาทแข็ง มองเครดิตตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศดีขึ้นจูงใจเอกชนแห่กู้นอกเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ชี้รัฐต้องจูงใจเอกชนไปลงทุนนอกบ้านให้เร็ว ลดแรงกดดันเงินบาทแข็งค่า
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ปรับแนวโน้มของอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้รัฐบาลระยะยาวสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศ ที่ระดับ Baa1 จากระดับที่เป็นลบมาอยู่ที่ระดับที่มีเสถียรภาพ และปรับเพิ่มเพดานอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ จากเดิมที่ระดับ A3 เป็น A2 นั้น จะส่งผลดีต่อการระดมทุนของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่มีต้นทุนถูกลง
ทั้งนี้ มองว่าน่าจะมีเอกชนได้รับประโยชน์จากการจัดอันดับดังกล่าว เพราะการออกไปกู้เงินจากต่างประเทศมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าในประเทศ หากนำมาฝากธนาคารพาณิชย์ในประเทศก็ได้รับผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยสูงและยังได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นด้วย
“การที่เครดิตการกู้เงินต่างประเทศถูกลงอาจยิ่งเป็นการจูงใจให้เอกชนหันไประดมเงินเข้ามาเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนอีกทางหนึ่ง และจะยิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย จึงควรมีแนวทางจูงใจให้เอกชนออกไปลงทุนต่างประเทศโดยเร็ว รวมถึงการให้กู้เงินเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐในประเทศได้มากขึ้นเพื่อลดแรงกดดันต่อเงินบาท“ นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวและว่า ในส่วนของภาครัฐนั้น ไม่จำเป็นต้องกู้เงินจากต่างประเทศในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าในขณะนี้ โดยได้ชี้แจงทางธนาคารโลกไปแล้ว แม้ว่าไทยจะมีวงเงินที่กู้ได้แต่ก็ขอชะลอการกู้และใช้เงินออกไปก่อน
สำหรับการที่มูดี้ส์ยังไม่ปรับขึ้นอันดับเครดิตของประเทศ เพราะยังเป็นห่วงเรื่องของการเมืองของไทยที่ยังไม่นิ่งแม้ สบน.จะชี้แจงไปแล้วว่าแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเองหรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีคลังแต่นโยบายระยะยาวยังเดินหน้าต่อเนื่อง และไม่มีผลกระทบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งการชี้ข้อมูลที่ให้ไปนั้นยังมีการเปรียบเทียบกับต่างประเทศเป็นครั้งแรกด้วยว่าของไทยนั้นอยู่ในระดับที่ดีกว่าเกือบทุกด้าน รวมถึงการชี้แจงกับทางเอสแอนด์พีก่อนหน้านี้ด้วย พร้อมทั้งทวงถามว่าทำไมจึงยังไม่ปรับอันดับเครดิตให้ไทยจึงหวังว่าจะได้รับข่าวดีจากทางเอสแอนด์พีในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม แม้อันดับเครดิตของไทยจะยังไม่ปรับขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ดีกว่าเครดิตที่ได้รับ โดยจะเห็นได้จากดอกเบี้ยที่คิดกับไทยจะเท่ากับประเทศที่มีเครดิตระดับ A - แม้ไทยจะอยู่ในระดับ B+ ก็ตามเพราะนักลงทุนจะดูที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจมากกว่าการให้น้ำหนักข้อมูลจากสถาบันจัดอันดับเครดิต



