
เฝ้าระวัง"เขื่อนแตก"หลังรับน้ำเกิน100%
แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเริ่มคลี่คลาย แต่ชุมชนที่อาศัยอยู่รอบเขื่อนใหญ่ทั่วประเทศยังคงหวาดผวาข่าวลือเรื่อง "เขื่อนแตก" เนื่องจากเขื่อนขนาดใหญ่ที่ใช้กักเก็บน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้าทั่วประเทศไทย ได้กักเก็บน้ำฝนปริมาณมหาศาลมานานแรมเดือน การรองรับแรงดันน้ำที่เอ่อ
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1864-2009 มีรายงานเขื่อนแตกจากทั่วโลกบันทึกไว้ 25 ครั้ง สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การออกแบบช่องระบายน้ำที่ผิดพลาด, การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำระหว่างเติมน้ำลงเขื่อน, คลื่นสึนามิขนาดใหญ่, ความผิดพลาดจากมนุษย์หรือคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญคือปริมาณน้ำที่กักเก็บมากเกินไป ตัวอย่างเขื่อนเมืองวิกเกนเบิร์ก รัฐอริโซนาของสหรัฐอเมริกาแตกเพราะเจอหิมะกับฝนถล่มอย่างหนัก ในปี ค.ศ.1890 หรือเขื่อนเมืองนอร์ทเวล์ส อังกฤษ ที่พังทลายในปี 1925 เพราะปริมาณน้ำฝนตกอย่างหนักต่อเนื่อง 5 วัน 5 คืน แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวัดปริมาณน้ำและเตือนภัย เพื่อไม่ให้เขื่อนต้องรับปริมาณน้ำเกินระดับที่กำหนด แต่ความผิดพลาดยังเกิดขึ้นได้ เหมือนดั่งเขื่อนในเมืองเลสเตอร์วิลล์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา ในปี 2005 เกิดเหตุการณ์คอมพิวเตอร์วัดระดับน้ำไม่ทำงาน ทำให้มาตรวัดระดับน้ำไม่แจ้งเตือนน้ำในเขื่อนว่าเต็มแล้ว จึงมีการเก็บกักน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเขื่อนแตก
ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา หน่วยงานที่ดูแล "เขื่อนไตรผา" เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของจีน มีความยาว 660 กม. ใช้งบประมาณก่อสร้าง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ประมาณ 7 แสนล้านบาท แจ้งเตือนว่าปริมาณน้ำในเขื่อนแตะถึงระดับสูงสุดที่ความสูง 175 เมตรแล้ว แม้จะมีการเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็ว 4 หมื่นลบ.ม.ต่อวินาที แต่ระดับน้ำยังไม่ลดทำให้ต้องคอยตรวจสอบความเรียบร้อยของผนังเขื่อนตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้เขื่อนพังทลาย
เช่นเดียวกับสถานการณ์ในประเทศไทย เขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำเกินร้อยเปอร์เซ็นต์หลายแห่ง เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนลำพระเพลิง ฯลฯ สภาพเขื่อนที่ต้องรองรับน้ำจำนวนมหาศาลมาต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่เดือนกันยายนนั้น ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลายฝ่ายเฝ้าติดตามดูความปลอดภัยและความแข็งแรงของเขื่อนแต่ละแห่งอย่างใกล้ชิด รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญระบบวิศวกรรมเขื่อน อธิบายว่า ในวันนี้เขื่อนทั่วประเทศไทยยังปลอดภัย เพราะการบริหารน้ำของแต่ละเขื่อนยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หากมีสถานการณ์ที่ทำให้เขื่อนแตกจริง เขื่อนทุกแห่งจะมีระบบการเตือนภัยไปยังชุมชนที่อาศัยอยู่รอบเขื่อน ขณะนี้มีการประสานงานระดับจังหวัดและระดับองค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
"ตอนนี้เขื่อนที่น่าจับตาดูมากสุดคือเขื่อนอุบลรัตน์ เพราะน้ำล้นเต็มมาหลายวันแล้ว ช่องระบายน้ำล้นก็มีขนาดจำกัด เวลาน้ำไหลเข้ามาก็ทะลักเข้ามาเร็ว น้ำจากลำน้ำชีและลำน้ำมูลก็มารวมที่นี่ แต่โชคดีที่ยังระบายออกผ่านไปยังแม่น้ำโขงได้ ชาวบ้านไม่ต้องห่วงเรื่องเขื่อนแตก ปกติก่อนเกิดเหตุการณ์เขื่อนพัง เขื่อนแตก หรือน้ำล้นเขื่อน ฯลฯ ระบบความปลอดภัยเขื่อน (Dam Safety) จะทำงานร้องเตือนทันที สถานการณ์น้ำท่วมไม่ค่อยทำให้เขื่อนพัง ส่วนมากที่กลัวกันคือเรื่องแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มากกว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เขื่อนแต่ละแห่งจะซักซ้อมหลบภัยกับอำเภอใกล้เคียง มีการใช้แบบคอมพิวเตอร์จำลองสถานการณ์ว่า ถ้าเขื่อนพังหรือถล่มลงมา น้ำจะทะลักไหลไปพื้นที่ใดบ้าง ต้องแจ้งเตือนภายในเวลาเท่าไร และจะพาชาวบ้านอพยพหนีในเส้นทางใดภายในเวลากี่ชั่วโมง" รศ.ดร.เจษฎากล่าวอธิบาย
ทั้งนี้ เขื่อนอุบลรัตน์เป็นเขื่อนขนาดใหญ่สร้างเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ตั้งอยู่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ปิดกั้นแม่น้ำพองสาขาย่อยของแม่น้ำชี ตัวเขื่อนเป็นหินถมแกนดินเหนียว ยาว 885 เมตร สูง 32 เมตร สันเขื่อนกว้าง 6 เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุ 2,263 ล้านลบ.ม. เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมาความจุน้ำล้นเกินถึง 124% ประมาณ 2.8 พันล้านลบ.ม. ส่วนที่ล้นมากสุดขณะนี้คือเขื่อนป่าสักฯ 132% ถือเป็นปริมาณน้ำสูงสุดในรอบ 10 ปีคือ 1,034 ล้านลบ.ม.จากที่เก็บได้เพียง 785 ล้านลบ.ม. ดังนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มประกาศให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบเขื่อนขนย้ายทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงไปไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือติดต่อที่โทรศัพท์ 0-4337-2194



