
"มาร์ค"ยันไม่ห้ามม็อบพธม.แต่ต้องเคารพกม.
"อภิสิทธิ์" ไม่ห้ามพันธมิตรชุมนุม แต่ต้องเคารพกฎหมาย รับตกใจกินข้าวกับ"บัน คี มูน"เพลิน ไม่รู้สภาฯถกกรอบเจบีซี ยันไม่ได้ขายชาติ เหตุไม่มีผลประโยชน์อะไรไปแลก ยันปัญหาเขตแดนไทยกัมพูชาทางออกต้องแก้แบบทวิภาคี เมินยกเลิกเอ็มโอยู
(31ต.ค.) ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดชุมนุมคัดค้านสภาฯนำข้อตกลงบันทึกผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทยกัมพูชาและบันทึกผลการประชุมคณะกรรมการเขตแดนไทยทั่วไป (จีบีซี) ไทยกัมพูชา เข้าอภิรายในสภา ผ่านการพิจารณาเรียบร้อยที่หน้ารัฐสภาในวันที่ 2 พ.ย.นี้ ว่า ที่ผ่านมาพยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้มาตลอด ที่จริงเสียดาย เพราะอังคารที่แล้วที่กลุ่มพันธมิตรฯได้ส่งตัวแทนมาพูดคุยกันในตอนเช้าได้บอกว่า ในใจของตนคิดว่า จะให้รัฐมนตรีเสนอและยังไม่ต้องอภิปราย ด้วยความเข้าใจข้อตกลงสองเรื่องที่อยู่ในวาระจะใช้เวลานานและตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ ทั้งนี้วันอังคารที่ผ่านมาช่วงใกล้เวลาเที่ยงก็ได้ไปต้อนรับนายบันคี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ โดยนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็อยู่ และอยู่ในช่วงระหว่างรับประทานอาหาร แต่ปรากฏว่าระหว่างนั้นเองเรื่องทั้งสองวาระได้ผ่านสภาเร็วกว่าที่คิดไว้ นายกษิต ก็ลุกออกไป
“ ผมเองยังแปลกใจเลย เอ้าทำไมตกลงมันเร็ว เมื่อผมเสร็จจากภารกิจนายบัน คี มูน ผมก็ไปสภาฯยังไปสอบถามทำไมถึงได้มีการอภิปราย เพราะนึกว่า จะปิดไปเลย ท่านก็บอกว่า ทางสมาชิก ทางสภาฯเขาไม่ยอม ยังไงก็ตามมันคงไม่จบวันนั้นอยู่แล้ว ก็ถือว่าเดินไปแล้ว แต่การเดินไปก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย เพราะตอนเช้าตัวแทนของกลุ่มพันธมิตรเขามาพบนั้น เป็นห่วงว่า ถ้ามีการลงมติรับรอง บันทึกการประชุมวันนี้ แล้วจะมีผลเรื่องการไปตกลงเกี่ยวกับการถอนทหารอะไร ก็ได้อธิบายไปแล้วว่า มันไม่มี เพราะผ่านอันนี้ไปแล้ว ถ้าจะไปตกลงกันในเรื่องแบบนั้นต้องไปตกลงกันแล้วนำกลับมาให้สภาฯอนุมัติอีกรอบ เพราะฉะนั้นตรงนี้ยังไม่มีผลอะไรเลย ” นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า อยากเรียนย้ำการที่เราเดินหน้าตรงนี้ ผลดีที่เราเห็นชัดเจนคือการที่สหประชาชาติรับทราบ โดยนายบัน คี มูน ก็ได้นำไปพูดในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนว่า ปัญหาเรื่องของพระวิหารเป็นปัญหาที่ท่านเห็นแล้วว่า กลไกทวิภาคีนั้นเดินได้ ตนคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ และคนที่มีความเป็นห่วงเป็นใยเรื่องอธิปไตยของประเทศต้องเข้าใจด้วยที่เราทำเรื่องนี้มาทั้งหมดส่วนหนึ่งเป้าหมายแรก เพราะไม่ต้องการให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประเทศที่สาม หรือประเทศที่สี่ทำให้ สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซง ซึ่งการที่เขายอมรับที่จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะมีข้อตกลง มีกระบวนการ ส่วนข้อตกลงกระบวนการในการเจรจาเป็นประโยชน์กับไทยมากน้อยแค่ไหน เมื่อจะไปตกลงอะไร ตนก็ต้องนำกลับมาเสนอต่อสภาฯ ถ้าไม่เป็นประโยชน์สภาฯและพี่น้องประชาชนก็ต้องบอกมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า พอมีเหตุที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจลดน้อยลงหรือไม่ ซึ่งตอนนี้เขากล่าวหานายกฯค่อนข้างแรงว่า ตะบัดสัตย์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ผมไม่อยากจะพูด ถ้านับว่าคุยกันในเรื่องนี้มาการทำความเข้าใจกันแล้วออกไปพูดอีกอย่าง ไม่ใช่ฝ่ายผมก็มีนะ แต่ผมเข้าใจว่า มันเป็นปัญหา บางครั้งสื่อสารกันแล้วคาดเคลื่อนและบางทีก็ไม่จริง เช่น ที่บอกว่า กระทรวงการต่างประเทศบอกว่าจะทำการประชาพิจารณ์แล้วไม่ทำ ก็ไปทำมา เขารายงานผมมาว่า ไปกี่เวที ที่ไหน อย่างไร ดังนั้นบางเรื่องที่ไปพูดก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อาจจะไม่รู้ก็ได้ ผมไม่ทราบ แต่จริงๆก็น่าจะรู้ เพราะในหลายกลุ่มเข้าไปมีส่วนร่วมกับการทำเวทีประชาพิจารณ์ ผมว่า เราไม่ควรกล่าวหากัน และผมยืนยัน ถ้ามากล่าวหาว่า ผมขายชาตินั้น ตอบมาสิครับว่า ผมเอาผลประโยชน์อะไรไปแลก ไม่มีหรอก และตอบผมให้ได้ด้วยว่า ถ้าผมไม่ทำอย่างนี้ แล้วสหประชาชาติ ประเทศที่สาม ที่สี่เข้ามาแทรกแซง เราจะรักษาอธิปไตยของเราอย่างไร ”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ตนเองได้อธิบายให้กับทางผู้แทนพันธมิตรฯที่มาพบฟัง เขาก็บอกว่าเขาเข้าใจ เขาจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่พอเดินออกไปกลับกลายเป็นว่าอย่างนั้น อย่างนี้ แม้กระทั่งตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ตนเจอกันก็บอกว่าไม่ติดใจเรื่องเอ็มโอยู ถ้ารัฐบาลยืนยันเรื่องสันปันน้ำ ซึ่งก็ยังยืนยันอยู่ แต่ก็บอกว่าไม่เป็นไร บางทีอาจมีอารมณ์ เพราะความกังวนหวงแหนอธิปไตยดินแดง เข้าใจได้ แต่ไม่ควรกล่าวหากันและสิ่งที่ตนเองทำ ก็ทำตามที่พูด แต่บางเรื่องที่ไม่ใช่อำนาจของตนเองก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง อย่างวันนั้นทาง ส.ว.เองกลุ่มที่มากับตัวแทนพันธมิตรฯก็ร่วมอภิปรายอยู่ ซึ่งไม่ได้ต่อว่า ต่อขานเลย ทำไมถึงอภิปราย ตรงกันข้ามอยากจะอภิปรายด้วย ฉะนั้นตนยังไม่เข้าใจแล้วจะมากล่าวหากันทำไม
เมื่อถามว่า มีแนวทางอย่างไร ไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯออกมาชุมนุม เพื่อไม่ให้เกิดการกล่าวหาสองมาตรฐานนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไปห้ามไม่ได้ และยืนยันไม่ได้สองมาตรฐาน ต้องชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมายหากไม่อยู่ในกรอบของกฎหมายก็ต้องดำเนินการ
เมื่อถามว่า เป็นการจงใจสร้างสถานการณ์ทางการเมืองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องไปถามเขา ตนไม่มีความประสงค์ที่จะไปขัดแย้งอะไรกับใครและขอยืนยันได้ว่าที่ทำมาทั้งหมด เพื่อป้องผลประโยชน์ของประเทศและเห็นผลแล้ว เป้าหมายแรกของตนเองคือ เรื่องนี้ต้องป้องกันไม่ให้เรื่องประเทศที่สาม ที่สี่หรือคนอื่นเข้ามาแทรกแซง ต้องเป็นเรื่องที่ยืนยันว่าเราแก้ในระดับทวิภาคีได้ ฉะนั้นอันนี้บรรลุเป้าหมายแรกแล้วและจะไม่สามารถบรรลุได้เลยถ้าไปทำตามเสียงเรียกร้องก่อนหน้านี้ให้ไปยกเลิกข้อตกลงหรือเลิกเจรจาทั้งหลาย
เมื่อถามว่า ภาคประชาชนก็ยืนยันจะรักษาผลประโยชน์ของชาติเหมือนกันจะทำอย่างไรให้มีพลังการทำงานร่วมกันมากกว่าการมาขัดแย้งระหว่างกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถึงได้เรียนไปว่าไม่เห็นต้องมากล่าวหากันเลย ตนไม่เคยไปกล่าวหากลุ่มที่คัดค้านตนเองเลย เพียงแต่บอกเราเข้าใจ เราประเมินและอาจจะวางกลยุทธไม่เหมือนกัน แต่ควรจะเคารพในเจตนาซึ่งกันและกัน ดังนั้นตนรับได้คนที่เห็นว่าข้อตกลงเจรจา เอ็มโอยู อาจจะเสียเปรียบตนรับได้
“ แต่ที่รับไม่ได้คือการมากล่าวหาว่ารัฐบาลจงใจทำอย่างนั้น อย่างนี้ ที่ทำมาทั้งหมดขณะนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและเห็นผลแล้ว ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่า ตอนนี้มีการไปยื่นศาลปกครองให้ยกเลิกการใช้เอ็มโอยูปี 2543 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ว่าอะไร ถือว่าเป็นประบวนการและสิทธิทางกฎหมายที่ทำได้ และรัฐบาลก็ต้องเคารพกระบวนการของศาลอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ทางภาคประชาชนอาจมองว่าเอ็มโอยูปี 43 อาจขัดรัฐธรรมนูญเพราะไม่ได้เข้าการพิจารณาของสภาฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เป็นไร สามารถใช้กระบวนการของศาลชี้ได้



