
"หน่วยซีล"ตำรวจผู้ดับทุกข์เข็ญ...ภัยน้ำท่วม
หลังเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศโดยเฉพาะจุดประสบภัยวิกฤติใน จ.นครราชสีมา หน่วยงานแรกๆ ที่เป็นม้าเร็วลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้ คือ "ตำรวจน้ำ" ภายใต้ความรับผิดชอบของ พ.ต.ท.ธีร์รัฐ ทิพย์นพนนท์ หรือ "พี่ปู" รองผู้กำกับการ กองกำกับการ 2 (ปฏิบ
-พื้นที่แรกที่ลงไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
อุทกภัยปีนี้หลายพื้นที่วิกฤติเหมือนกันหมด แต่เราเลือกลงไปในพื้นที่ที่วิกฤติมากที่สุด ชุดแรกลงไปปฏิบัติงานที่ อ.ปักธงชัย อ.เมือง บริเวณโรงพยาบาลมหาราช อ.โนนสูง อ.โนนไทย และ อ.เฉลิมพระเกียรติ จนเมื่อระดับน้ำลดลงผู้บังคับการ สั่งให้ถอนกำลังกลับมาที่ตั้ง แล้วส่งชุดที่ 2 ลงไปที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งละชุดที่ลงไปปฏิบัติงานจะมีตำรวจชั้นสัญญาบัตรระดับสารวัตร คอยประสานงานในพื้นที่ และรับนโยบายการทำงานและปรับกำลังให้เหมาะสมในการช่วยเหลือชาวบ้าน และส่วนที่เหลือก็จะเป็นชุดปฏิบัติการใต้น้ำทั้งหมด
-ชุดปฏิบัติการใต้น้ำต้องมีการเตรียมตัวอย่างไร
ก่อนลงไปช่วยเหลือชาวบ้าน ความพร้อมทั้งคนและอุปกรณ์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องมีการตรวจความพร้อมของเรือยาง จากนั้นเตรียมเครื่องติดท้าย พร้อมไม้ที่ใช้วางเป็นกระดูกงูบนเรือ นอกจากนี้ ต้องเตรียมพร้อมอุปกรณ์ที่ต้องนำติดไปบนเรือ เช่น เสื้อชูชีพ พวงชูชีพ ขวดอากาศดำน้ำ เชือก ใบพาย และอุปกรณ์อะไรที่คิดว่าจะช่วยชีวิตได้ต้องนำติดไปด้วย จากนั้นก็บรรทุกใส่ไว้บนรถหกล้อใหญ่ ก็ซ้อนเรือได้ 3 ลำ และถ้าเป็นงานเร่งด่วนจะสูบลมเรือยางเตรียมพร้อมไว้เลย พอถึงพื้นที่ปฏิบัติงานก็จะสามารถนำเครื่องท้ายเรือมาติดเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทันที
-เพราะเหตุใดเลือกใช้เรือยางในการปฏิบัติหน้าที่
เรือยางเป็นเรือที่เหมาะสมที่สุด เพราะควบคุมทิศทางและความเร็วของน้ำได้ เนื่องจากเรือยางจะมีท้องที่แหลม สามารถคอนโทรลเรือได้ดีกว่าเรือท้องแบนที่ทำจากไฟเบอร์ พลาสติก อะลูมิเนียม ซึ่งเรือท้องแบนนั้นถ้าเจอคลื่นก็ควบคุมไม่ได้แล้ว
-การปฏิบัติหน้าที่บนเรือยางเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
เรือยางหนึ่งลำนั้นจะสามารถบรรทุกได้ไม่เกิน 10 คน แต่บางทีก็มีพยาบาล ทีมแพทย์กู้ภัย ลงเรือไปด้วย จึงใช้ตำรวจน้ำแค่ 2 นาย คนหนึ่งถือท้ายอีกคนคอยลากเรือ ประคองหัวเรือไม่ให้ไปกระแทกเพราะน้ำแรงมาก หากเรือเข้าไปในพื้นที่แคบต้องใช้พายในการเคลื่อนที่ และต้องประคองเรือไม่ให้ไปกระแทกสิ่งที่มองไม่เห็นใต้น้ำ เช่น ลวดหนาม สังกะสี ที่จะมาเกี่ยวเรือ ทั้งนี้ การที่ประกอบเรือยางและยกหรือเคลื่อนย้ายเรือยางนั้นต้องใช้คนประมาณ 5 คน แต่ขณะอยู่บนเรือจะไม่มีการแบ่งหน้าที่ ทุกคนต้องทำให้ทุกหน้าที่ เพราะผ่านการฝึกนักทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือหน่วยซีลมาแล้ว
-ภารกิจหลักที่ลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ภารกิจอันดับแรกเน้นการช่วยย้ายชาวบ้านที่ติดอยู่ในที่พักอาศัย เพื่อรับออกอยู่ที่ศูนย์อำนวยการที่น้ำไม่ท่วม และมีที่พักและอาหารเตรียมพร้อมไว้แล้ว ภารกิจอันดับที่สอง คือการช่วยชาวบ้านที่บาดเจ็บ หรือป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ที่ติดอยู่ในที่พักอาศัยเพื่อนำไปส่งโรงพยาบาล และอันดับที่สาม ช่วยนำเสบียงอาหารจากศูนย์อำนวยการฯ มาแจกตามบ้านเรือนที่ประสบภัย ซึ่งมีชาวบ้านจำนวนมากไม่ยอมย้ายออกมา แต่จะรอความช่วยเหลืออยู่บริเวณชั้น 2 ของบ้าน
ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำกับการ 2 ลงไป ในพื้นประสบภัยน้ำท่วม เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม ชุดปฏิบัติการได้ช่วยนำอาหารแห้งและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตจากศูนย์อำนวยการไปแจกจ่ายประชาชน พร้อมทั้งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยการขนย้ายประชาชน และสัตว์เลี้ยงพร้อมสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ที่เจ็บป่วยนำส่งโรงพยาบาลและสถานที่ที่ปลอดภัย พร้อมนำเสบียง อาหาร อุปโภคและบริโภค ไปแจกจ่ายประชาชนที่ประสบอุทกภัย ตามที่อยู่อาศัย และถวายความปลอดภัย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวรี พระวรราชาทินัดดามาตุ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จไปในพื้นที่ อ.ปักธงชัย เป็นประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ในการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคและบริโภคแก่ประชาชนด้วย
-อุปสรรคที่พบเจอระหว่างช่วยเหลือชาวบ้าน
บางพื้นที่น้ำแรงมากทำให้เรือเสียหลัก บางทีน้ำก็ลึก แต่พอขับเรือเข้าไปอีกหน่อยน้ำก็ตื้น เมื่อถึงบริเวณน้ำตื้นก็ต้องช่วยกันลากเรือไปให้ถึงที่น้ำลึกพอ หากน้ำลึกไม่พอนั้น ใบจักร (ใบพัด) ก็จะไปฟันกับพื้นทำให้ใบจักรแตกได้ และอย่างเราไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้น้ำ ต้องคอยระวังไม่ให้ไปกระแทก เพราะเรือยางก็เหมือนกับยางรถยนต์พอโดนเจาะก็จะฟีบทันที ถ้าเจอแบบนี้ก็ต้องยุติการปฏิบัติงาน
ที่สำคัญ เรือยางไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย เนื่องจากตำรวจน้ำนั้นมีกองกำกับการอยู่บริเวณจังหวัดชายทะเล และริมแม่น้ำโขงเป็นส่วนใหญ่ แต่จังหวัดที่โดนน้ำท่วม เช่น นครราชสีมา ลพบุรี ขอนแก่น สระบุรี นั้นไม่มีตำรวจน้ำ ส่วนพระนครศรีอยุธยา มีที่บางปะอินที่เดียว จึงทำให้ต้องขอกำลังเสริม จากกองกำกับการ 5 ที่อยู่ศรีราชา กองกำกับการ 10 ที่มุกดาหาร
-สิ่งที่ได้จากการทำงานช่วงอุทกภัยปีนี้
รู้สึกเห็นใจชาวบ้านมาก ยิ่งวันแรกน้ำท่วมและระดับน้ำค่อนข้างสูง เพราะน้ำมันลดมากจากเขื่อนลำพระเพลิง ถามชาวบ้านบอกว่า ตอนหัวค่ำมันท่วมไม่สูงแค่หัวเข่า แต่พอกลางดึกน้ำมันท่วมหลังคา รถที่จอดไว้ก็จมหมด หนีกันไม่ทัน ความช่วยเหลือยังเข้ามาไม่ถึง ปีนี้ถือน้ำท่วมหนักมาก ต้องใช้เรืออย่างเดียวเลย เราก็นำเสบียงไปส่งตามบ้านไม่ทันไรเสบียงก็หมดแล้ว ไม่ถึงชาวบ้านที่อยู่พื้นที่ช้างใน บางรายก็ใช้ไฟฉายมาส่องให้เรารู้ว่าเขายังอยู่ เราก็ต้องกลับไปที่ศูนย์อำนวยการเพื่อไปนำเสบียงมาใหม่
-ความประทับใจที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติ
คงเป็นเรื่องการช่วยเหลือคนเจ็บป่วยที่เราพาเขาไปหาหมอได้ และช่วยนำเสบียงอาหารไปช่วยเหลือคนที่ติดอยู่ภายในบ้านในพื้นที่ลึกๆ ความช่วยเหลือปกติไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้จะลำบากลุยน้ำทั้งวันจนเท้าเปื่อย บางคนก็ไม่สบาย แต่ทุกคนก็ทำด้วยใจ แม้เรือยางจะมีไม่กี่ลำ ต้องผลัดเปลี่ยนกันไปช่วยหลายที่ บางทีตำรวจภูธรออกตรวจร่วมกับเราก็เต็มใจ เพื่อช่วยเหลือประชาชนเหมือนกัน ขณะที่กำลังคนมีน้อยจึงไม่ได้พักกันเลย แต่ทุกคนก็ยังมีกำลังใจทำงานกันเต็มร้อย



