
บทเรียนจากน้ำท่วม
ผมคิดถึงถ้อยคำในหนังสือว่าด้วยสิ่งแวดล้อมเล่มหนึ่งที่กล่าวเอาไว้ว่า ความแปรปรวนไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศโลกทุกวันนี้ เปรียบเทียบแล้วก็เหมือนว่ามนุษย์เรากำลังนั่งเครื่องบินจัมโบ้เจ็ตเข้าไปในหมู่เมฆอันมืดมิด
ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และไม่มีสิ่งใดจะมาช่วยเราได้แม้แต่เทคโนโลยีสูงสุดอย่างคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ และถ้าเครื่องบินตกก็จะไม่มีใครรอดชีวิตได้เลย
ภาวะโลกที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดพายุถี่ขึ้น พร้อมกับความเร็วที่รุนแรงยิ่งขึ้น ในขณะที่ฝนอาจตกมาเพียงครั้งเดียว แต่หนักหนาขนาดที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับฤดูแล้งก็นับวันยิ่งจะแห้งแล้งและยาวนานกว่าแต่ก่อน
อย่างเช่นอุทกภัยที่กำลังเป็นภัยพิบัติเกิดขึ้นกับประเทศและคนไทยอยู่ในขณะที่เขียนนี้
ดินฟ้าอากาศเมืองไทยเมื่อแต่เก่าก่อนนั้น สามารถคาดการณ์ได้จากคำโบราณที่ว่า “เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง” และ “ครั้นถึงเดือนยี่น้ำก็รี่ไหลลง” อย่างที่เพลงร้อง
คือระหว่างเดือนตุลาคมกับเดือนพฤศจิกายนน้ำจะเริ่มไหลนองตลิ่งไปถึงวันลอยกระทง แล้วหลังจากนั้นน้ำก็จะทรงตัวไปเรื่อยๆ จนถึงเดือนมกราคมหรือว่าเดือนยี่ของไทยน้ำก็จะเริ่มไหลลงไปจนถึงเดือนมีนาคม ก็เป็นอันแห้งสนิท เข้าฤดูแล้งร้อน
คนไทยแต่เก่าก่อนส่วนใหญ่แล้วในทุกภาคจึงสามารถที่จะรับมือกับฤดูน้ำหลากน้ำท่วมได้ดีตามธรรมชาติที่คุ้นเคย และเมื่อถึงหน้าแล้ง หน้าร้อนก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุดและฝนตกลงมาให้หว่านข้าวปลูกพืชผล แล้วเร่งเก็บเกี่ยวให้ทันก่อนที่น้ำใหม่จะมา
แต่เดี๋ยวนี้อาจไม่ใช่แล้ว ลมฟ้าน้ำฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่แผ่นดินที่เรายืนอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่มีความมั่นคงและหาความแน่นอนไม่ได้ ไม่ว่าจะในฤดูกาลไหน ดังที่นักพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาไทยเราได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า อาจจะต้องฉีกตำราเก่าทิ้งหมดเพราะใช้ไม่ได้แล้ว
ระบบป้องกันภัยจากธรรมชาติของเราก็จะต้องปรับเปลี่ยนกันใหม่หมด ถ้าหากว่าไม่อยากเห็นโศกนาฏกรรมเกิดเป็นซ้ำสองในปีต่อไปอีก อย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้
จากรายงานล่าสุดขณะที่เขียนนี้ อุทกภัยครั้งนี้ไม่เคยมีมาก่อน เพราะได้เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมๆ กันเป็นวงกว้างแผ่ออกไปเกือบครึ่งค่อนประเทศก็ว่าได้ ทั้งในภาคกลาง ตะวันตก - ออก อีสานเหนือรวมแล้วมากกว่า 30 จังหวัด
มีไร่นาล่มจมมากกว่า 3 ล้านไร่ มีผู้คนที่เดือนร้อนจากน้ำท่วมครั้งนี้มากกว่า 1 ล้าน 5 แสนคน รวมทั้งผู้สูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตก็มีอยู่อีกเป็นจำนวนไม่น้อย
นายกรัฐมนตรีบอกว่า คิดว่าปีนี้จะแล้งน้ำแต่ที่ไหนได้เกิดน้ำท่วมไปหมด ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก ทั้งคนเดือดร้อน คนช่วยเหลือจึงต่างก็ไม่มีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ภัยพิบัติครั้งนี้จึงน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับรัฐบาลและคนไทยทุกคน
มีการกล่าวถึงเรื่องบูรณาการหลังน้ำท่วม เรื่องของการวางผังเมืองและสิ่งกีดขวางทางน้ำไหล เรื่องของระบบกักเก็บน้ำและปล่อยน้ำ ตลอดไปจนถึงเรื่องของการประสานร่วมมือกันระหว่างชุมชนท้องที่ ภาคเอกชนกับศูนย์ราชการจากกระทรวงทั้งหลายเพื่อรับมือและป้องกันภัยพิบัติจากธรรมชาติให้รวดเร็วทันการณ์ขึ้น
ก็อย่าลืมเสียละครับ



