ข่าว

ทีมสู้ภัยน้ำ...กลางดงอสรพิษ

ทีมสู้ภัยน้ำ...กลางดงอสรพิษ

29 ต.ค. 2553

แม้ว่าสำนักชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยอย่างเครื่องถ่ายภาพทางอากาศเพื่อตรวจสอบกลุ่มเมฆฝนและประเมินปริมาณน้ำในพื้นที่ต่างๆ ทว่าการปฏิบัติงานจริงของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ยังคงมีความจำเป็นอยู่มากในปฏิบัติการ

 เกือบ 2 สัปดาห์ “คม ชัด ลึก” เกาะติดสถานการณ์น้ำป่าจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไหลเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน จ.นครราชสีมา พบว่า มีหลายหน่วยงานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขวิกฤติน้ำท่วม โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง แม้จะเป็นเพียงหน่วยงานเล็กๆ ของกรมชลประทาน แต่มีภารกิจหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้หน่วยงานอื่นๆ
 “สันติพันธุ์ พันธุขันธ์” เจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง เป็นหัวหน้าทีม  1 ใน 4 ทีม ที่ถูกเรียกตัวมาปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พร้อมกับเจ้าหน้าที่ 20 คน กับเรือท้องแบนติดเครื่องยนต์อีก 3 ลำ นอกจากต้องคอยตรวจเช็กระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ซึ่งต้องเสี่ยงภัยสัตว์มีพิษที่หนีน้ำไปอยู่ตามขอนไม้ กอหญ้า แล้ว ยังมีหน้าที่คอยช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยจากน้ำท่วมด้วย

  ยามปกติ สันติพันธุ์ มีหน้าที่วางแผน ควบคุมดูแลและดำเนินการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำ ในคลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ ควบคุมการจัดสรรน้ำให้สามารถส่งน้ำแก่พื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งรวบรวมสถิติข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่า-น้ำฝน คุณภาพของน้ำลักษณะดินและการเพาะปลูกพืชต่างๆ อีกทั้งแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำของเกษตรกร
“เรารู้อยู่แล้วว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกติดต่อกันในวันที่ 14-16 ตุลาคม มีจำนวนมาก ทางวิศวกรก็ใช้ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อดูว่ามีน้ำอยู่ที่ไหนบ้างที่ไหลเข้าท่วมตามจุดต่างๆ ใน จ.นครราชสีมา ส่วนทีมงานของพวกเราจะต้องออกไปตรวจสอบระดับน้ำด้วยตาตัวเอง เพื่อที่จะเอาปริมาณน้ำมาประกอบกับภาพถ่ายทางอากาศและวิเคราะห์แก้ไขสถานการณ์ต่อไป” สันติพันธุ์ แจงหน้างานช่วงวิกฤติน้ำท่วมเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

สำหรับการวัดปริมาณน้ำนั้น ทีมงานของเขาจะต้องมีการกำหนดค่าจีพีเอสเพื่อกำหนดจุด รวมถึงวัดความลึกของน้ำเพื่อคำนวณโดยใช้ค่าเป็นลูกบาศก์เมตร โดยเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวจะต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อที่จะเร่งทำงานนำข้อมูลมาให้แก่ทีมวิเคราะห์ก่อนบ่าย 3 โมง มิฉะนั้นการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมจะล่าช้าจะไม่ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน และรวมถึงการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนก็จะมีปัญหาตามมาด้วย

...ไม่ว่าฝนจะตกหนักเท่าไร พายุจะเข้า ฟ้าจะร้อง ชุดปฏิบัติการวัดปริมาตรน้ำก็จะต้องทำงานให้เสร็จลุล่วงตามกำหนดการ “สันติพันธุ์” ย้ำกับทีมงานเสมอว่า ทุกวินาทีที่เดินทางออกไปปฏิบัติงานนั้นทุกคนต้องระวังตัวอย่างดี เพราะอันตรายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา น้ำป่าอาจจะไหลทะลักมาเมื่อใดก็ได้ จึงต้องสวมเสื้อชูชีพไว้ตลอดการทำงาน แต่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ได้เกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับน้ำสักเท่าไหร่นัก กลัวแต่พวกอสรพิษร้ายที่หนีน้ำท่วม!!

“งูมันจะขึ้นมาอยู่กับขอนไม้ที่ลอยเหนือน้ำ หรือไม่ก็พงหญ้าเป็นกอใหญ่ๆ พวกนี้น่ากลัวมาก เพราะมันพรางตัวได้เก่ง ผมบอกได้เลยว่าทุ่งนาหรือป่าบริเวณที่น้ำท่วมขังนี้มีงูจำนวนมาก ช่วงแรกที่น้ำท่วมเคยเจองูเห่าพุ่งหาจะทำร้ายเรา โชคดีที่งูอยู่บนผืนน้ำไม่ได้อยู่บนผืนดินไม่งั้นคงจะต้องมีเรื่องเศร้าเกิดขึ้นกับทีมงานแน่ เพราะว่าจุดที่เราเดินทางออกไปนั้นไกลจากฝั่งมาก นึกสภาพไม่ออกหากโดนงูกัด” สันติพันธุ์ เล่าประสบการณ์เฉียดชีวิต

 เจ้าหน้าที่ของฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา นอกจากจะมีภารกิจหลักเสี่ยงภัยเข้าไปวัดปริมาณน้ำแล้ว ยังมีภารกิจที่ละเลยไม่ได้นั่นคือ การช่วยเหลือชีวิตผู้ประสบภัยพิบัติครั้งนี้ที่ติดอยู่ตามเกาะแก่งตามริมน้ำมูลหลายร้อยชีวิต

“เราออกไปทำงานโดยใช้เรือขนาดเล็ก มักจะเจอชาวบ้านที่ติดอยู่ตามหลังคาบ้าน หรือชั้น 2 ของบ้านที่หนีออกมาไม่ได้อีกทั้งไม่ได้รับประทานอาหาร ต้องช่วยเหลือเขาออกมาในที่ที่ปลอดภัย จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ผิดหลัก เพราะเรือเราเล็กเกินไป และทุกครั้งที่ออกเรือจะนำอาหารติดเรือไปด้วยเผื่อมีชาวบ้านที่ต้องการ เนื่องจากพื้นที่ที่ออกไปปฏิบัติงานไกลจากตัวเมืองสิ่งของบริจาคเข้าไปไม่ถึงแน่นอน” สันติพันธุ์ บอก

วันนี้ “สันติพันธุ์” และทีมงานวัดปริมาณน้ำกลายเป็นฮีโร่ตัวจริงของชาวบ้านที่อยู่ตามแนวตะเข็บริมน้ำมูลอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาเต็มใจทำงานช่วยเหลือชาวบ้าน โดยไม่ป่าวประกาศเหมือนกับใครหลายๆ คน?!!
   
     รายงานพิเศษ : เรื่อง
     วัชรชัย คล้ายพงษ์ : ภาพ