ข่าว

แนวรุกใหม่ของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แนวรุกใหม่ของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

29 ต.ค. 2553

นับวัน วิธีการต่อต้านบรรษัทยักษ์ใหญ่ของกลุ่มองค์กรภาคเอกชนกลุ่มต่างๆ ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยไม่สนใจอีกต่อไปว่าถูกกฎหมายหรือไม่ เพียงหวังให้เป็นข่าวใหญ่ดึงดูดความสนใจของประชาคมโลกก็พอแล้ว

 จากยุทธวิธีใช้เรือเร็วพุ่งชนเรือล่าวาฬหรือเรือนิวเคลียร์ของกลุ่มเรนโบว์ วอริเออร์ หรือนักรบสายรุ้ง พัฒนามาเป็นการทำลายทรัพย์สิน การขุดหลุมศพหรือลักพาตัวครอบครัวของผู้บริหารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการใช้สัตว์เป็นหนูตะเภาทดลองทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นยุทธวิธีของกลุ่มพิทักษ์สัตว์ที่ถูกก่นด่าไปทั่วว่ากำลังละเมิดศีลธรรมเสียเอง

 ด้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ไม่ยอมน้อยหน้า ได้ออกโฆษณาชุด "วี อะกรี : สมอล บิซิเนส" หลอกว่าเป็นโฆษณาของบริษัทเชฟรอน หนึ่งในบริษัทพลังงานครบวงจรใหญ่ที่สุดของโลก ที่ประกาศยอมรับผิดว่าได้ไปสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศต่างๆ

 โฆษณาแหกตาชิ้นนี้ซึ่งทำได้เนียนมากจนสื่อมะกันเตรียมทำเป็นข่าวใหญ่ เพราะนับเป็นครั้งแรกที่บรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ยอมออกโฆษณายอมรับว่าตัวเองได้ทำผิดหรือสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมขึ้น ซึ่งปกติแล้ว บริษัททั่วไปจะพยายามปกปิดเป็นความลับสุดยอดกันเลยทีเดียว

 อย่างไรก็ดี สื่อเหล่านั้นต้องรีบแตะเบรกถอดข่าวนี้แทบไม่ทันเมื่อเพิ่งรู้ว่าเป็นโฆษณาปลอมที่ทำขึ้นโดยกลุ่มบริษัทอนุรักษ์สภาพแวดล้อม และกลุ่ม "เยส เมน กรุ๊ป"

 ทั้งนี้ โฆษณาหลอกลวงชิ้นนี้ได้ใช้นักแสดงโนเนมคนหนึ่งปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ของเชฟรอนที่ออกมายอมรับว่า "เชฟรอนได้ล้างมือจากพฤติกรรมเอาแต่ได้แบบในอดีตแล้ว และกำลังออกมารับผิดชอบโดยตรงต่อการกระทำของเราในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทน้ำมันอย่างเราได้กระทำกับประเทศด้อยพัฒนา โดยใช้อิทธิพลทำในสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ที่บ้าน ขณะนี้ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแล้ว"

 โฆษณาแหกตาชิ้นนี้ได้เน้นเป็นพิเศษถึงกรณีพิพาทของเชฟรอนในเอกวาดอร์ ซึ่งชาวพื้นเมือง 3 หมื่นคน ได้ร่วมกันยื่นฟ้องเชฟรอนในข้อหาทำให้สิ่งแวดล้อมปนเปื้อนครั้งใหญ่จากการทิ้งกากพิษหลายพันล้านแกลลอนในป่าอเมซอน ขณะที่เชฟรอนโต้อย่างไร้ความรับผิดชอบว่า มีข้อตกลงผูกมัดกับรัฐบาลเอกวาดอร์ว่าบริษัทได้รับการยกเว้นจากความรับผิดใดๆ

 เหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยว่า เชฟรอนซึ่งปกติแล้วใช้เงินค่าโฆษณาอย่างน้อยปีละ 90 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,700 ล้านบาท) จะเต้นผางเมื่อเห็นโฆษณาชิ้นนี้ พร้อมกับประฌามโฆษณานี้ว่าเป็น "เล่ห์กระเท่ห์ของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม"

 แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าคำขอโทษที่โฆษณาแหกตาชิ้นนี้เอ่ยถึงนั้นล้วนแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์