
เศรษฐกิจไทยโดนสองเด้งเงินนอกไหลบ่า-น้ำป่าไหลท่วม
หากใครเป็นคนบริหารจัดการเศรษฐกิจการเงินการคลังของไทยในยามนี้ คงต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามๆ กันครับ เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤติโดนสองเด้ง ทั้งปัญหา เงินนอกไหลบ่า และ น้ำป่าไหลท่วม ซึ่งคาดการณ์ว่าทั้งสองวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในครั
หากลองพิจารณาในวิกฤติการณ์ “เงินนอกไหลบ่า” ที่ผมได้เตือนเอาไว้หลายสัปดาห์เกี่ยวกับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท อันเป็นผลมาจากการไหลบ่าของเงินทุนต่างชาติ ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดความยุ่งยากอยู่แค่ในตลาดเงิน-ตลาดทุน แต่กลับลุกลามไปถึงตลาดการค้าระหว่างประเทศ และผมเชื่อว่าจะส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจโดยรวม หากไม่รู้เท่าทันและบริหารจัดการกันไม่ดีพอ
คงต้องยอมรับว่าค่าเงินบาทในเวลานี้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมากจนถึงระดับที่เป็นอันตราย เฉพาะปีนี้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นถึง 11.5% หากลองกวาดตาไปทั่วเอเชียจะพบว่าเป็นรองก็แต่เพียงค่าเงินเยนเท่านั้น เหตุผลมีหลายประการครับ แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนคือ ปีนี้มีเงินต่างชาติไหลเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากกว่าขาย (หรือซื้อสุทธิสูงถึง 1,900 ล้านดอลลาร์) นอกจากการไหลบ่าเข้าท่วมตลาดหุ้นแล้ว ยังไหลทะลักเข้าสู่ตลาดพันธบัตร ซึ่งเงินทุนปริมาณมหาศาลเหล่านี้จะซื้ออะไรในไทยได้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเงินบาท คือเอาเงินดอลลาร์มาซื้อเงินบาทเพื่อนำไปซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร
ดังนั้น เมื่อ เงินนอกไหลบ่า เข้ามามากๆ ก็ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นไปโดยปริยาย เพราะยิ่งต้องการกันมากเท่าไรก็ยิ่งมีราคาสูงมากขึ้นเท่านั้น เป็นกฎธรรมชาติของ “อุปสงค์” และ “อุปทาน(เทียม)” ส่งผลให้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐก็เลยสูงสุดในรอบ 13 ปี อยู่ที่ 29 บาทเศษต่อดอลลาร์ครับ
เด้งที่สองของเศรษฐกิจไทยยามนี้ก็คือ วิกฤติการณ์น้ำป่าไหลท่วม ได้ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องและรุนแรงในหลายจังหวัด ขณะนี้ประชาชนชาวไทยที่ได้รับความเสียหายเป็นพื้นที่กว่า 41 จังหวัด มีจำนวนถึง 1,497 ตำบล และได้รับความเดือดร้อนถึง 268,142 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่รวมประมาณ 3.15 ล้านไร่ ซึ่งจะว่ากันไปแล้วในช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปีมักจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข เพราะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชผลทางการเกษตร ขณะที่ภาคการค้าพาณิชยกรรม ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ก็วาดหวังที่จะกระตุ้นยอดขายและทำรายได้เป็นกอบเป็นกำก่อนปิดบัญชีท้ายปี แต่สำหรับปีนี้เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่คาดวาดฝันไว้
คงต้องยอมรับความเป็นจริงวันนี้กันนะครับว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง 2 เด้งที่หนักหนาสาหัส คือ วิกฤติการณ์น้ำป่าไหลท่วม ที่กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคเกษตร และผนวกกับวิกฤติการณ์ เงินนอกไหลบ่า ที่กำลังส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น และส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งออก น่าจะเป็นผลให้จีดีพีลดลง ซึ่งภาคเกษตรมีสัดส่วนในจีดีพีของประเทศไทย 8-9% ดังนั้น จีดีพีในปี 2553 จะลดลงเหลือประมาณ 6% จากเดิมที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 6.4-7.2%
เอาไว้ต่อในสัปดาห์หน้าครับ มาดูกันว่าในสภาวะวิกฤติเมื่อเศรษฐกิจไทยโดนสองเด้งทั้ง “เงินนอกไหลบ่า-น้ำป่าไหลท่วม” จะต้องเตรียมการรับมืออย่างไรเพื่อให้สวัสดีมีชัยและอยู่รอดปลอดภัยอย่างเจ็บตัวน้อยที่สุดกันครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



