
น้ำท่วม
ก่อนอื่น ผมขอแสดงความเสียใจต่อพี่น้องชาวไทยที่ประสบอุทกภัย และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านในการเผชิญกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้ กับขอชื่นชมเจ้าหน้าที่และบุคลากรทุกหน่วยงานที่อุทิศตัวและเวลาให้แก่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลังครับ
อุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นั้น หากมองกันแบบทั่วไปก็คงจะเห็นว่ามีที่มาจากสามทางด้วยกัน คือเป็นฤดูน้ำหลากที่น้ำในแม่น้ำลำคลองจะมีปริมาณมาก ประกอบการหนุนของน้ำทะเล และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงนี้ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีก ก็คงจะกล่าวว่าเป็นเรื่องความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ทำให้เกิดมรสุมและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของภูมิภาคนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะประเทศไทยเราเท่านั้น ขณะที่บางคนอาจกล่าวโทษเขื่อนกันน้ำ หรือระบบระบายน้ำ ที่กักน้ำไว้มากเกินกำลังจนต้องรีบระบายออกสู่พื้นที่ด้านล่างเขื่อน
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศที่มีพื้นฐานทางเกษตรกรรม ซึ่งฝากอนาคตไว้กับธรรมชาติและดินฟ้าอากาศอย่างเมืองไทยแล้ว ภาวะน้ำท่วมหรือฝนแล้งเป็นเรื่องที่ย่อมเกิดขึ้นเป็นประจำแทบทุกปี และปัญหาก็ไม่ได้อยู่ที่เขื่อนซึ่งกักน้ำในยามที่ฝนแล้งและระบายน้ำในเวลาที่น้ำหลากเท่านั้น หากรวมถึงกลไกของการส่งน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือแม่น้ำลำคลอง ซึ่งจากสภาพความเป็นจริงในทุกวันนี้นั้น ธารน้ำธรรมชาติต่างๆ ล้วนตื้นเขินจากการพังทลายของตลิ่ง การตกตะกอนของดินและซากต่างๆ ที่กระแสน้ำพัดพามา รวมทั้งการรุกล้ำลำน้ำของชาวบ้าน
ซึ่งเมื่อวันก่อนคุณภาณุมาศ ทักษณา เพื่อนคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ปรารภกับผมว่ารัฐบาลน่าจะใช้เวลาในช่วงฤดูแล้ง ขุดลอกแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศ ก็จะสามารถบรรเทาภาวะน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากลงได้มาก อย่างน้อยๆ ก็คงดีกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการวางกระสอบทรายกันน้ำที่ทำกันเป็นประจำเกือบทุกปี ตั้งแต่กระสอบทรายลูกละ 7 บาท จนถึงลูกละ 25 บาทในตอนนี้ ซึ่งพอน้ำลด กระสอบทรายเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา และถูกถีบทิ้งลงแม่น้ำไป ผมฟังแล้วก็ค่อนข้างจะเห็นภาพและเห็นด้วย ยังแนะว่าคุณภาณุมาศน่าจะเขียนลงในคอลัมน์ของคุณภาณุมาศบ้าง คุณภาณุมาศก็ถอนใจ บอกว่าผมเขียนมาจนปากกาจะสึกแล้วล่ะพี่ แต่ไม่เห็นมีใครทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากตั้งหน้าตั้งตาซื้อกระสอบทรายกันต่อไปตามเดิม
ผมคิดว่าผู้มีหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองของไทยนั้น ชอบแก้ปัญหาแบบขอไปทีมากกว่าการวางแผนแก้ปัญหาในระยะยาว ทั้งๆ ที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่ต้องประสบปัญหาในเรื่องน้ำท่วมและฝนแล้งเป็นประจำ แต่ก็ยังดูเหมือนกับไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ดังนั้นเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่านอกจากขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้วเรายังขาดทั้งการเตรียมตัวที่ดี ทุกอย่างเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำกันชุลมุน แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังต้องใช้เวลาคิดอยู่หลายวันกว่าจะเปิดเทเลคอนเฟอเรนซ์กับผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้ทำรายงานสรุปความเสียหายเพื่อรัฐบาลจะได้หาทางช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นโอกาสในการแสดงภาวะผู้นำ ด้วยการอนุมัติเงินช่วยเหลือไปทันทีสักจังหวัดละพันล้าน-หมื่นล้าน แล้วค่อยส่งบัญชีสำแดงรายการตามที่จ่ายจริงเข้ามาในภายหลัง หรือแม้กระทั่งการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน กทม.ท่านก็เพิ่งมาคิดได้ เมื่อน้ำท่วมจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรีเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่หนังสือเรียนของเด็กชั้นประถมก็สอนว่าน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาต้องไหลผ่านกรุงเทพฯ เพื่อไปออกปากน้ำ
ครับ คนบางคนสามารถทำให้วิกฤติกลายเป็นโอกาส แต่บางคนกลับทำให้โอกาสเป็นวิกฤติ หรือวิกฤติกลายเป็นมหาวิกฤติได้เหมือนกัน



