ข่าว

"กล้าหาญ-สุจริต"เกราะป้องสองมาตรฐาน

"กล้าหาญ-สุจริต"เกราะป้องสองมาตรฐาน

29 ต.ค. 2553

วันนี้มีความพยายามจากบางฝ่าย ที่ต้องการจะทำให้กระแสสังคมเทน้ำหนักไปว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้าน ก็จะเป็นคำตัดสินที่เข้าลักษณะ “สองมาตรฐาน” และนั่นอาจนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขความวุ่นวายให้

 วาทกรรม “สองมาตรฐาน” เป็นกระแสที่ “นายใหญ่หนีคดีในต่างแดน” ต้องการใช้เป็นประเด็นปลุกและยกระดับความคับแค้นให้มวลชนที่เป็นฐานสนับสนุน ซึ่งต้องยอมรับว่า มีกระบวนการยกระดับกระแสนี้มาต่อเนื่อง

 ทั้งในเรื่องการดำเนินคดีกรณีการชุมนุมทางการเมืองระหว่าง “คนเสื้อแดง” กับ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”

 วันนี้ประเด็นขยายผลมาเรื่องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

 การ “ยุบพรรค” ว่าไปแล้วเป็นโทษทัณฑ์ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เพื่อให้การเมืองได้เล่นกันในกติกา ตามหลักคิดในเรื่อง “รัฐธรรมนูญนิยม” ที่เริ่มกันตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปปี 2540 โดยมี “อมร จันทรสมบูรณ์” เป็นเจ้าสำนักคิด และมีการขยายผลความคิดโดยนักวิชาการแนวร่วมซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้อิทธิพลแนวคิดมาจากประเทศฝรั่งเศส

 นี่จึงเป็นที่มาของบทบัญญัติเพื่อสกัดกั้นกิจกรรมต่างๆ เพื่อ “การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

 แนวคิดนี้แม้เกิดขึ้นในยุครัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปแต่ก็ได้รับการสานต่อในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งว่ากันว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่บอนไซการเติบโตของพรรคการเมืองที่จะมีพัฒนาการความเข้มแข็งของระบบการเมืองแบบพรรคการเมืองเดียว

 ประเด็นคือเรื่องสองมาตรฐานของการบังคับใช้บทบัญญัตินี้

 คดียุบพรรคมีจุดเริ่มต้นจาก การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่งสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ร้องเรียนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า พรรคไทยรักไทยได้จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหนีเกณฑ์ 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังได้ปลอมแปลงเอกสารฐานข้อมูลสมาชิก

 ตอนนั้นก็ฮือฮาไม่แพ้กันเมื่อมีการเปิดคลิปลับ แกนนำพรรคเล็กเดินเข้าไปถึงกระทรวงกลาโหมเพื่อรับเงินจาก พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งตอนนั้นเป็น รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

 ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็โดนพรรคไทยรักไทยฟ้องกลับให้ยุบพรรคด้วย แต่รายละเอียดข้อหาไม่ชัดเจนเหมือนของพรรคไทยรักไทย

 ห้วงเวลานั้นมวลชนกองเชียร์ของ 2 พรรคใหญ่ตั้งท่าจะเคลื่อนไหวจนหน่วยงานความมั่นคงต้องจัดเตรียมกำลังไว้รับมือ

 บรรยากาศวันนั้นก็เหมือนวันนี้ คือ คาดการณ์กันว่า คำตัดสินของศาลจะทำให้บ้านเมืองล่มจมการกดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ต่างจากปัจจุบัน

 29-30 พฤษภาคม 2550 การอ่านคำวินิจฉัยที่ต่อเนื่องข้ามวัน ตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย รวมถึงพรรคเล็กๆ คือ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย

 เหตุการณ์ความรุนแรงไม่มีปรากฏเหมือนดังที่คาด เพราะความกล้าหาญและสุจริตของศาลเป็นที่ปรากฏชัดเจนรวมถึงการเปิดเผยรายละเอียดพฤติกรรม “การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือขัดต่อกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” ผ่านการถ่ายทอดสด

 สิ่งนี้สะท้อนสังคมไทยมีวุฒิภาวะพอที่จะรับฟังเหตุและผล แต่นักเลือกตั้งก็เหมือนเชื้อชั่วไม่มีวันตาย อันนำไปสู่การยุบพรรคระลอกสอง ซึ่งเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550

 ขนาดมีบทเรียนมาแล้ว แต่การทุจริตการเลือกตั้งก็เป็นไปอย่างครึกโครม คราวนี้กกต.พบว่า มีการทุจริตและให้ใบแดงผู้สมัครคือ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองเลขาธิการพรรคชาติไทย กับนายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย

 ผู้กระทำผิดเป็นถึงระดับกรรมการบริหารพรรค เรื่องจึงถูกส่งเข้ากระบวนการนำไปสู่การตัดสิน “ยุบพรรค”

 แต่ที่เป็นประเด็นก็คือ “พรรคพลังประชาชน” ซึ่งก็คือ ชื่อใหม่ ของ “พรรคไทยรักไทย” ซึ่งถูกยุบไป ในการเลือกตั้งคราวนี้ กกต.ได้รับคำร้องจากการทุจริตเลือกตั้งจากนายวิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติไทย ซึ่งนำหลักฐานเป็นวีซีดี กล่าวหาว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เรียกกำนัน 10 คน ในอ.แม่จัน จ.เชียงราย แล้วขอให้ช่วยเหลือทีมผู้สมัครของพรรค โดยมีการมอบเงินให้กำนันคนละ 2 หมื่นบาท

 วันที่ 2 ธันวาคม 2551 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้ยุบทั้ง 3 พรรค

 กล้าหาญและสุจริตในการทำหน้าที่ของศาล ผิดว่าไปตามผิดถูกว่าไปตามถูก คือเกราะป้องกันอีกครั้ง

 ไม่มีการลุกฮือไม่มีการปั่นป่วนให้บ้านเมืองวุ่นวายเหมือนคำขู่ของนักเลือกตั้งที่เอาประชาชนเป็นโล่

 กับกรณีคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ ถ้ามองย้อนเส้นทาง ว่าไปแล้วก็เป็นกระบวนการขั้นตอนของการขุดคุ้ยและนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุบพรรค ที่มีกลิ่นอายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องล้วนๆ ตั้งแต่การตั้งเรื่องของดีเอสไอในยุค  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และรวมตลอดเส้นทางของกระบวนการพิจารณาก็คู่ขนานกับการเดินงานการเมืองของ “บางฝ่าย” มาโดยตลอด แม้กระทั่งในขั้นตอนการพิจารณาของ กกต.

 กรณีการกดดัน 2 ตุลาการให้ต้องถอนตัวออกไปก่อนหน้านี้ คือ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ด้วยเหตุผล มีนามสกุลเดียวกับ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ และกรณีนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ที่ฟ้องร้องดำเนินคดีกับ ส.ส. พรรคเพื่อไทย

 ล่าสุดกับกรณีคลิปลับ ที่เปิดภาพ นายวิรัช ร่มเย็น วิ่งเข้าไปล็อบบี้เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญก็มีกลิ่นอายการเมืองเกี่ยวข้อง

 ประเมินภาพการเคลื่อนไหวแล้วเชื่อกันว่า คิวต่อไปที่ถูกล็อกเป้า คือ นายจรัญ ภักดีธนากุล และรวมถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายชัช ชลวร

 ต้องยอมรับว่า ศาลรัฐธรรมนูญองค์ประกอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะสหวิชามีทั้งตุลาการซึ่งมีที่มาจากสายนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ การบังคับใช้กฎหมายจึงมีมิติของนักรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 ถ้ามองคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วยภาพซ้อนทับกับการชิงอำนาจการเมืองที่เข้มข้นรุนแรง ดูเหมือนประเทศจะถึงทางตัน เพราะบางฝ่ายเลือดเข้าตาถึงขั้นยอมลากสถาบันหลักๆ ของประเทศให้ลงเหวตามไปด้วย

 ความกลัวบางครั้งทำให้เสื่อม แต่บทเรียนในอดีตก็มีให้ศึกษา

 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจละเลยพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานในเรื่อง “กล้าหาญและสุจริตในการตัดสิน”

ศรุติ ศรุตา