
วิกฤติกรุงเทพฯ"3น้ำและสายน้ำอุทกภัย"
ถึงแม้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. จะออกมายืนยันว่าน้ำจะไม่ท่วมกรุงเทพฯ เนื่องจากผ่านจุดวิกฤติไปแล้ว แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็ยังหายใจไม่ทั่วท้องเนื่องจากน้ำทะเลจะหนุนสูงอีกครั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้
ถึงตอนนั้นคนกรุงเทพฯ ตงต้องลุ้นตัวแปรจาก 3 ปัจจัยคือ 1.น้ำเหนือ 2.น้ำฝน และ 3.น้ำทะเลหนุน ซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่าคนกรุงเทพฯ จะรอดจากอุทกภัยครั้งนี้หรือไม่
ทั้ง 3 ปัจจัยมีที่มาต่างกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงที่มาที่ไปต้องไล่เรียงจาก
1.น้ำเหนือ หลักๆ มาจาก แม่น้ำเจ้าพระยา-แม่น้ำป่าสัก โดยมีจุดวัดปริมาณน้ำที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในแต่ละวันว่ามีการไหลผ่านกี่ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (1 ลูกบาศก์เมตรคิดเป็นน้ำ 1,000 ลิตร ยกตัวอย่างเช่นกรมชลฯ แจ้งว่าปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา วัดได้ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นั่นหมายความว่า 1 วินาทีมีน้ำไหลลงมา 3 ล้านลิตร/ถ้า 1 นาทีก็ 180 ล้านลิตร/และถ้าเป็น 1 ชั่วโมงก็ 1.08 หมื่นล้านลิตร/และถ้าวัดถึง 1 วัน ก็มีปริมาณน้ำ 2.59 แสนล้านลิตร)
แม่น้ำเจ้าพระยา ไหลจาก จ.นครสวรรค์ มาถูกกั้นโดยเขื่อนเจ้าพระยา ที่ จ.ชัยนาท เขื่อนเจ้าพระยาจะทำหน้าที่เหมือนก๊อกน้ำคอยเปิด-ปิด จากนั้นไหลเข้า จ.ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี, นนทบุรี เข้ากรุงเทพฯ และลงทะเลที่ จ.สมุทรปราการ
ส่วนแม่น้ำป่าสัก ต้นน้ำอยู่ จ.ลพบุรี ถูกกักเก็บโดยเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ไหลผ่านลพบุรี, สระบุรี เข้าสู่จ.พระนครศรีอยุธยา บรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ ดพนัญเชิง จากนั้นจะถูกเขื่อนพระราม 6 กักน้ำไว้ก่อนปล่อยสู่ตัวเมืองอยุธยา (บางไทรคืออำเภอที่อยู่ทางใต้ของ อ.เมือง เป็นจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยารวมกันเป็นหนึ่งเดียว กรมชลประทาน จึงมาตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำและรายงานทุกเช้า ทุกเย็น ว่าน้ำที่ผ่าน อ.บางไทร มีปริมาณเท่าใด)
2.ฝนคือปริมาณน้ำที่ตกลงมาโดยธรรมชาติน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ฝนตกหนักก็จะไหลลงสู่แม่น้ำ อาจเพิ่มปริมาณก่อนเคลื่อนตัวเข้ากรุงเทพฯ
ปัจจัยที่ 3 น้ำทะเลหนุน เข้าใจง่ายๆ คือ หากเปรียบแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นท่อระบายน้ำ น้ำทะเลเปรียบเป็นคู คลองที่คอยรับน้ำจากท่อระบายน้ำ...ดังนั้นเมื่อคู คลองมีน้ำหนุนสูง (น้ำทะเลหนุน) น้ำจากท่อก็ไหลลงคู คลองไม่ได้ หรือไหลช้า จึงทำให้เอ่อออกนอกท่อ
ทั้ง 3 ปัจจัยจะบ่งชี้ว่าคนกรุงเทพฯ จะพบกับอุทกภัยเหมือนเช่นภาคอีสานหรือไม่
นอกจากนี้แม่น้ำสายสำคัญซึ่งเป็นเสมือนสายเลือดของคนในภูมิภาคซึ่งทั้งหมดได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่หลายสิบจังหวัดแยกได้ดังนี้ แม่น้ำปิง ต้นน้ำอยู่ที่ดอยเชียงดาว ไหลลงทางใต้ผ่าน จ.ลำพูน รวมกับแม่น้ำวัง ที่ อ.สามเงา จ.ตาก ลง จ.กำแพงเพชร บรรจบกับแม่น้ำน่าน ที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์
แม่น้ำวัง อยู่ในภาคเหนือเช่นกัน มีความยาว 382 กิโลเมตร ไหลไปรวมกับแม่น้ำปิง ที่ อ.บ้านตาก จ.ตาก
แม่น้ำยม มีต้นกำเนิดในเขต จ.เชียงราย และพะเยา ไหลผ่านที่ราบสูงแพร่, สุโขทัย, พิษณุโลก และพิจิตร ไปบรรจบกับแม่น้ำน่าน ที่ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ก่อนไปรวมกับแม่น้ำปิง ที่ปากน้ำโพ เกิดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำน่าน ไหลจาก อ.เฉลิมพระเกียรติ, ทุ่งช้า, เชียงกลาง, ปัว, ท่าวังผา, เมืองน่าน, เวียงสา, นาน้อย เข้า อ.นาหมื่น จ.น่าน ก่อนถูกกักด้วยเขื่อนสิริกิติ์ จากตัวเขื่อนจะไหลผ่าน จ.อุตรดิตถ์, พิษณุโลก สู่เมืองพิจิตร และไหลไปรวมกับแม่น้ำปิงที่ ต.แควใหญ่ จ.นครสวรรค์ ขณะที่ภาคอีสานมีสายน้ำสำคัญเช่น แม่น้ำชี ซึ่งยาวที่สุดในประเทศไทย 765 กม. เกิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ไหลผ่าน จ.ชัยภูมิ, ขอนแก่น, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด และไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่บ้านขอนไม้ยูง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี แล้วไหลออกสู่ อ.พิบูลมังสาหาร ก่อนลงแม่น้ำโขง ที่ อ.โขงเจียม
แม่น้ำมูล จากเทือกเขาใหญ่ ไหลผ่านเมืองนครราชสีมา, พิมาย, ชุมพวง เข้า อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ผ่าน จ.สุรินทร์, ศรีสะเกษ บรรจบกับแม่น้ำชี ที่บ้านขอนไม้ยูง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี แล้วไหลผ่าน อ.พิบูลมังสาหาร ก่อนไหลลงแม่น้ำโขง ที่ อ.โขงเจียม เช่นกัน
สำหรับลำน้ำสายสำคัญ ได้แก่ ลำตะคอง, ลำพระเพลิง ที่ล้นไหลท่วม อ.ปักธงชัย, ลำปลายมาศ, ลำโดมใหญ่, ลำโดมน้อย, ลำน้ำเสียว, ลำเซบาย และลำมูลน้อย เป็นต้น ซึ่งส่วนใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร



