
การรายงานข่าวน้ำท่วมที่มากกว่าข่าวการแจกของ
ถ้าลองพิจารณาการรายงานข่าวเรื่องน้ำท่วมที่ปรากฏในสื่อเกินกว่าหนึ่งสัปดาห์ ก็อยากให้ลองทำการสำรวจเล็กๆ ดูว่าในแต่ละช่องนั้นมีโครงสร้างการนำเสนอข่าวอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแจกของ บางช่องดูจะให้ความสำคัญว่า ใครแจกของ มากกว่าน้ำท่วมที่ไหน น้ำท
จนถึงวันอังคารที่ผมต้องส่งคอลัมน์ชิ้นนี้ ผมยังไม่เห็นภาพแผนที่น้ำท่วมว่าไหลมาจากไหน จะไหลไปไหนอย่างเป็นระบบ มีแต่การบอกเล่าแบบบัญชีหางว่าวว่าน้ำท่วมที่ไหนบ้าง
การทำข่าวการแจกของทำให้น้ำลดลงได้ไหม ? การทำข่าวแจกของตอบคำถามว่าชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบอย่างไร การแจกของมาจากการตัดสินใจอย่างไรว่าใครแจกตรงไหน ตรงไหนเดือดร้อนกว่าตรงไหน
ข่าวการแจกของตอบโจทย์ได้แค่ว่ามีใครแจกของ ใครรับของ มีของอะไรแจก ถามว่าการแจกของทำให้การแก้ปัญหาเป็นระบบไหม ? แล้วชาวบ้านจะทำอย่างไรต่อไปในวันรุ่งขึ้น
วิธีคิดของรัฐบาลที่จะลดภาษีในพื้นที่ และรอรับของบริจาคนั้น ถ้าจะให้ดีควรจะเพิ่มการเก็บภาษีของคนที่น้ำไม่ท่วมไปช่วยคนที่น้ำท่วมบ้างดีไหม จะได้เลิกดัดจริตมาฟูมฟายเรื่องน้ำใจของคนไทย เพราะเรื่องน้ำท่วมในวันนี้คือเรื่องของภัยพิบัติจากการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่เรื่องของภัยธรรมชาติ และหลายส่วนเป็นการชะลอไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ (เมื่อน้ำท่วม ของก็เริ่มแพง คนจนก็เดือดร้อนกว่าคนรวย แล้วจะไปงดเก็บภาษีจูงใจคนรวย... เอ่อ ผมอยากทราบว่าตอนคิดเนี่ยเท้าแช่อยู่ในน้ำบ้างไหม ?)
บ่นมาพอแล้ว มาลองดูเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม อย่างเช่นกรณีของการศึกษาพายุและภัยพิบัติจากพายุแคทรีน่าเมื่อหลายปีก่อนโดยสภาวิจัยด้านสังคมศาสตร์สหรัฐอเมริกา เขาพบว่าข่าวโทรทัศน์นั้นมีบทบาทสำคัญมากในการรายงานข่าว และหลังจากรายงานข้อมูลของพายุ พบว่ามีการนำเสนอ (ในแง่ของทั้งการนำเสนอ และ "สร้างกรอบ/โครงเรื่องในการนำเสนอ" ออกเป็น ห้า ประเด็น/โครงเรื่องหลัก) และข้อวิจารณ์ในการนำเสนอ ซึ่งได้แก่
1.ค้นหาความเสียหาย - มีข้อวิจารณ์ว่าการนำเสนอเรื่องความเสียหายนั้น บางครั้งเสนอเป็นภาพรวม หรือแต่ละพื้นที่ แต่ไม่ได้นำเสนอภาพที่เป็นระบบว่าความเสียหายเหล่านั้นมีความหมายอย่างไรต่อผู้คนในพื้นที่
2.ค้นหาผู้เสียชีวิต - มีข้อวิจารณ์ว่า การเคลื่อนย้ายผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่อย่างไม่มีทักษะเนื่องจากความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์อาจทำให้ข้อมูลที่จำเป็นต่องานนิติเวชนั้นสูญเสียไป ซึ่งญาติของผู้เสียชีวิตอาจเสียข้อมูลสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าข้อมูลการเสียชีวิตที่มีการประมาณการกันเอาไว้นั้นมีสูงกว่าข้อมูลจริง ซึ่งส่วนหนึ่งการประมาณจำนวนผู้เสียชีวิตที่สูงไว้นั้นอาจจะมีผลต่อการบริหารจัดการด้านการเยียวยา
3.ค้นหาความช่วยเหลือ - การช่วยเหลือเป็นเรื่องใหญ่ที่การรายงานทำได้ยาก เพราะเมื่อพูดเรื่อง "ความช่วยเหลือ" นั้นเรามักจะนึกถึงความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่การช่วยเหลือในช่วงต้นนั้นความจริงแล้วก็คือเรื่องของการช่วยเหลือกันของเพื่อนบ้าน สมาชิกครอบครัว และสมาชิกของชุมชน ดังนั้นเมื่อมีการนำเสนอข่าวออกไปโดยไม่ได้มีกรอบความเข้าใจเรื่องความช่วยเหลือ สังคมก็จะถูกนำเสนอข้อมูลและโครงการเล่าเรื่องว่า ผู้เดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ(จากรัฐบาล) และความช่วยเหลือนั้นยังไม่มา และล่าช้าตามระบบราชการ ดังนั้นเมื่อคนที่ชมภาพพยายามไปช่วย เขาอาจจะพบว่าที่ที่เขาไปมีคนช่วยแล้ว หรือไม่รู้ว่าจะไปช่วยที่ไหน
4.ค้นหาผู้รับผิดชอบ - ข้อถกเถียงที่สำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่ความเชื่อสองแบบ แบบแรกคือเชื่อว่าสามารถหาระบบที่ซับซ้อนและผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการดูแลปัญหาได้ หรือ แบบที่สองคือยอมรับว่าระบบความช่วยเหลือมีความสลับซับซ้อน ดังนั้นจำเป็นจะต้องเปิดใจที่จะรับทราบข้อมูล และร่วมกันเชื่อมโยงเรียนรู้จากแต่ละหน่วยงานเสียมากกว่า
5 ค้นหาผู้ร้าย - มีการวิจารณ์กันว่ามีอคติในการนำเสนอข่าวภัยพิบัติโดยเน้นไปที่เรื่องของอาชญากรรมที่เกิดขึ้น หรือรายงาน/มองหาเรื่องราวอาชญากรรมเพื่อขับเน้นสภาวะความวุ่นวาย ซึ่งเมื่อค้นหาความจริงแล้วจะพบว่าไม่ได้มีจำนวนมากดังที่คาดเดาเอาไว้
การรู้เท่าทันสื่อจะช่วยทำให้เราสามารถร่วมกันปะติดปะต่อเรื่องราวของสาเหตุ ความเสียหาย และร่วมกันมองแนวทางแก้ไขได้ดีขึ้นครับ...



